2008/Jan/30

The kings’ heart




Neoaries and Jeserith



ทริสทอร์


...ที่นี่ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน เมื่อไม่มีพวกเจ้า ริเรีย ไกอา...


ดวงเนตรสีดำสนิทราวท้องฟ้ายามรัตติกาลที่บัดนี้ดูอิดโรยไปตามเวลาที่ผันผ่านและชันษาที่เพิ่มพูนขึ้นของกษัตริย์วีเมย์ คาราคัส แห่งทริสทอร์ วูบไหวไปด้วยแรงสะท้อนจากอารมณ์ที่เก็บไว้ในส่วนลึกของพระราชหฤทัย ขณะทอดสายพระเนตรจากหน้าต่างที่ประทับส่วนพระองค์บนยอดปราสาทลงไปยังสถานที่ที่ก่อนหน้านี้เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนและเสียงหัวเราะ


ในอุทยานหลวงกว้างใหญ่เบื้องล่าง...


ชิงช้าเถาวัลย์ที่ผูกไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่เดิมเคยเป็นที่โปรดปรานของเด็กคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้ถูกปล่อยทิ้งให้แกว่งไกวไปตามสายลมอย่างเดียวดาย เช่นเดียวกับในลำธารสายเล็กข้างๆ ที่แต่ก่อนเคยมีกองทัพเรือจำลองลำน้อยที่สร้างจากกิ่งไม้ใบไม้ลอยวนอยู่ วันนี้ก็ว่างเปล่าลงอย่างน่าใจหาย ส่วนโต๊ะน้ำชาขนาดย่อมที่ถูกแปลงเป็นกระดานแปดคูณแปดกลายๆ ด้วยฝีมือเหล่าเด็กๆ ยังคงถูกทิ้งไว้อย่างเดิมเหมือนยังเล่นค้างเอาไว้


พระกรรณเหมือนแว่วเสียงกรีดร้องประสานกันกับเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ ดังมาจากที่ไกลๆ


สถานที่อันเปี่ยมล้นไปด้วยความทรงจำที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม ไม่ต่างจากเมื่อห้าสิบปีก่อน


กษัตริย์วีเมย์ทรงถอนพระทัยยาวยามคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นนานแสนนานมาแล้ว เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความทุกข์และสุขที่ยากจะหาคำใดเปรียบ หากเวลาย่อมมิต่างไปจากสายน้ำ เมื่อไหลผ่านไปย่อมมิอาจหวนคืนกลับมา


แม้พระทัยจะทรงคิดถึง แต่ก็มิอาจจะได้พบกันอีก ตลอดกาล...


เจ้าหญิงริเรีย คาราคัส พระราชธิดาองค์โต ผู้ผันตนจากเจ้าหญิงน้อยแห่งทริสทอร์ไปเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเวนอล...พระมารดาแห่งองค์จักรพรรดิวิลเลี่ยม โบแด็งที่สาม


และ


เจ้าชายไกอา คาราคัส มกุฎราชกุมารผู้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ กระทั่งคนทั่วไปเข้าใจว่ามีเพียงเจ้าหญิงริเรียพระองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นทายาทอันชอบธรรมในราชบัลลังก์ทริสทอร์


...ถ้าตอนนั้นแม่รั้งเจ้าไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้...


ริมพระโอษฐ์บางแย้มสรวลอย่างขื่นขมเมื่อระลึกถึงยามที่ราชโอรสองค์เดียว...ลูกชายที่ผู้เป็นแม่ตั้งความหวังไว้เต็มเปี่ยมว่าจะให้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งทริสทอร์สืบต่อไปในอนาคตส่งข่าวกลับมาหลังจากได้ออกไปเร่ร่อนอยู่ภายนอกตามธรรมเนียมโบราณแล้วสักระยะ


.... “โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมาย และชั่วชีวิตนี้ลูกก็อยากเห็นทุกสิ่งด้วยตาตัวเองทั้งหมด”...


ถ้อยคำสั้นๆ ที่เขียนทิ้งไว้ในจดหมายที่พระองค์ยากจะลืมเลือน ทั้งที่ประโยคนั้นบอกใบ้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทุกอย่างในอนาคต แต่พระมารดากลับเห็นเพียงว่าพระโอรสสนใจความเป็นไปต่างๆ รอบตัวซึ่งจะเป็นการดีเมื่อขึ้นครองราชย์จึงไม่ได้ทัดทานอะไร ปล่อยให้เดินทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ ได้ตามที่ประสงค์ แม้ว่าหลังจากนั้นพระองค์จะได้รับข่าวจากเจ้าชายไกอาน้อยลงจนเงียบหายไปในที่สุดก็ตาม 


จนกระทั่ง ถึงเวลาที่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนพระราชา เจ้าชายแห่งทริสทอร์ก็ไม่แม้แต่จะปรากฏกายหรือติดต่อบอกข่าวคราวใดๆ คล้ายกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ในราชวงศ์มาก่อน


ลงท้าย.....ความหวังที่กษัตริย์วีเมย์หมายพระทัยไว้ก็สลายไปราวถูกกระชากอย่างแรงจนสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนหวาน


ไม่ว่าจะพระราชธิดา หรือพระราชโอรส ทุกพระองค์ล้วนทิ้งให้กษัตริย์วีเมย์ต้องเดียวดาย


โดยเฉพาะยิ่ง เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนมีข่าวลับส่งมาถึงพระองค์ว่า เจ้าชายไกอา คาราคัส ทรงจากโลกนี้ไปแล้วอย่างสงบในฐานะสามัญชนธรรมดาคนหนึ่งในถิ่นชนบทแถบซูลู


แม้จะเคยทำพระทัยไว้แล้วก่อนหน้านี้ แต่ข่าวยืนยันการตายของลูกก็ทำให้หัวใจคนเป็นแม่แตกสลายได้ไม่น้อยกว่าคราวได้รับข่าวการสูญเสียสมเด็จพระราชินีริเรียแห่งเวนอล


ท่ามกลางความเศร้าโศกจนแทบจะทานทนไม่ไหว ยังมีประกายแสงเล็กๆ ที่คอยค้ำจุนลมหายพระทัยของกษัตริย์ผู้ชรานี้ไว้เมื่อได้รับคำยืนยันหนักแน่นว่า ‘ก่อนสิ้นพระชนม์เจ้าชายไกอาทรงสมรสกับหญิงชาวทริสทอร์ที่พำนักอยู่ในแกรนไลน์’


ฉะนั้น...


ทายาทของทั้งคู่ หรือ หลานย่าของพระองค์ คือ แสงสว่างและทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของทริสทอร์ในเวลานี้


แต่...


...ข่าวของทายาทผู้นั้นกลับกลืนหายเข้าไปในความมืดมากว่าสิบปี


จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้ว....


“...ฝ่าบาท ได้เวลาแล้วเพคะ...” เสียงนางกำนัลคนสนิทเข้ามากราบทูลเบาๆ ขณะที่นายทหารองครักษ์เปิดบานประตูด้านข้างออก


กษัตริย์วีเมย์หมุนพระองค์กลับมาพลางพยักพักตร์รับรู้ ริมโอษฐ์ปรากฏรอยแย้มสรวลบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดได้เห็นมานานแล้วก่อนจะย่างพระบาทออกไปจากห้อง


...ในที่สุดสวรรค์ก็ประทานรางวัลให้กับความหวัง ความมุ่งมั่น และศรัทธาของพระองค์...




....................................... ........................




เจมิไน


ถึง ลอเรนส์ โมนาโรค ลูกรัก


เมื่ออาทิตย์ก่อนทางราชสำนักทริสทอร์ได้ประกาศแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นสืบต่อจากกษัตริย์วีเมย์ที่ทรงชราภาพมากแล้ว เลยมีหนังสือเชิญมายังแอเรียส พร้อมบรรดากษัตริย์อีกยี่สิบสามประเทศทั่วเอเดน และหนึ่งเดมอส ให้มาร่วมเป็นสักขีพยานแสดงความยินดีกับกษัตริย์องค์ใหม่ที่ตอนนี้ถือว่าเป็นกษัตริย์ที่อายุน้อยและรูปหล่อที่สุดในเอเดน


ดูสิ...ดู...ดูนะ ทั้งที่รู้ทั้งรู้อยู่ว่าตัวเองเด็กสุด (มันก็ต้องหล่อที่สุดอยู่แล้ว) ยังจะมีหน้ามาเขียนย้ำประกาศศักดาให้เจ็บใจเล่นอีกว่าเป็นกษัตริย์ที่อายุน้อยที่สุดในเอเดน รู้มั้ย...กว่าข้าจะกัดฟันเขียนประโยคนี้ให้จบได้ก็เล่นเอาแทบคลั่ง ดูทำเข้า แบบนี้ข้ารับไม่ด๊าย... ข้ารับไม่ได้เด็ดขาด ไอ้เด็กนั่นมันหาว่าข้าแก่ (แถมขี้เหร่) ชัดๆ


ได้... ในเมื่ออยากหาว่าข้าแก่ดีนัก คนแก่อย่างข้าก็จะไม่ไปเสนอหน้าให้เสียพลังงานแถมเปลืองแคลอรี่ไปโดยเปล่าประโยชน์เพื่อไอ้เด็กอวดดีนั่น ดังนั้น ข้า ริชาร์ด โมนาโรค กษัตริย์แห่งแอเรียส ขอสั่งให้ เจ้าชายลอเรนซ์ โมนาโรค ว่าที่มกุฎราชกุมาร ไปร่วมงานบ้าๆ นั่นตามบัตรเชิญที่แนบมา ไม่ว่าเจ้าจะสมัครใจไปหรือไม่ แต่คำขาดของข้าคือ ต้องไป (ย้ำ.. ต้องไป แล้วประกาศให้ทั้งเอเดนรู้ด้วยว่า อีกไม่นานแอเรียสก็จะมีกษัตริย์องค์ใหม่ที่อายุน้อยไม่แพ้กัน แต่หล่อกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า...ก็ลูกข้านี่นา จริงมั้ย!)


ส่วนเจ้ากษัตริย์หน้าใหม่นั่นก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ก็คนเคยเห็นหน้ากันบ่อยๆ สมัยอยู่ป้อมอัศวินนั่นแหละ หนอย! รู้งี้ตอนนั้นข้าน่าจะจ้องหน้าหาเรื่องมันสักทีสองทีก่อนที่เจ้านั่นจะรับตำแหน่งก็ดี


ปล. งานนี้ถือเป็นงานเปิดตัวเจ้าชายแห่งแอเรียส ทำให้ดีๆ อย่าให้ขายหน้ามาถึงข้าล่ะ แล้วก็หมดเวลาเที่ยวแล้ว รีบๆ กลับบ้านมาช่วยงานข้าได้แล้ว ข้าจะได้ไปเที่ยว



กลับมาบ้านได้แล้วพ่อรอเจ้าเสมอ


รัก


ลงชื่อ ริชชี่ พ่อที่ดีที่สุดในเอเดน


ครั้งแรกที่รับจดหมายมาถือไว้ ใบหน้าราวรูปสลักที่เคยนิ่งเฉยก็ปรากฏความหวาดระแวง หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำยามเห็นชื่อของใครบางคนบนจดหมาย แต่พอดวงตาสีอเมธีสต์ไล่มองไปตามตัวหนังสือบนหน้ากระดาษจนสุดใจความ หัวใจมันก็แทบจะระเบิดออกมาด้วยความซาบซึ้งสุดขีดกับความรักของพระชนก


...ตาแก่ วันๆ ถนัดแต่หาเรื่องปวดหัวให้คนอื่น ขนาดหนีมาถึงนี่แล้วยังตามมารังควานอีก...


มือของลอเรนซ์กำจดหมายแน่นจนเรียกได้ว่าขยำ ในใจคิดหมายจะปาสิ่งนั้นลงถังขยะแล้วแกล้งทำเป็นไม่สนใจอยู่เชียว หากไม่มีเสียงของใครบางคนร้องห้ามเอาไว้


“บัตรเชิญนั่น นายจะทิ้งไปหรือ” เสียงทักเบาๆ ดังมาจากคนนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ นัยน์ตาสีน้ำเงินจับจ้องอยู่เงียบๆ พร้อมรอยยิ้มขันเมื่อเห็นอาการกระตุกจนมือไม้สั่นของอดีตเพื่อนร่วมสภาสูง


“ถ้านายทำแบบนั้นจะถือว่าไม่ให้เกียรติทริสทอร์รู้ไหม...เจ้าชายลอเรนซ์” เสียงทักท้วงที่ยังกลบรอยหัวเราะได้ไม่สนิทดีดังขึ้นอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มละไม โลโก้ประจำของเจ้าตัวที่จะขาดเสียมิได้ของเจ้าชายโรเวน ฮาเวิร์ด อดีตเสนาธิการแห่งป้อมอัศวิน


“แล้วมันเรื่องอะไรของเจมิไน” ลอเรนซ์สวนกลับทันควันอย่างหัวเสีย ใบหน้าที่เวลานิ่งเฉยก็เรียกได้ว่างดงามดีอยู่ หากยามนี้กลับบึ้งสนิทจนดึงความงามลดลงไปถึงหนึ่งจุด


...ให้มันได้อย่างนี้สิ ไม่น่ามัวแต่โล่งใจเลยที่จู่ๆ เจ้าซาตานที่ชอบทำตัวเป็นผีเกาะหลังได้หายไปจากชีวิต จนหลวมตัวยอมให้ลากตัวมาช่วยงานที่เจมิไนได้ง่ายๆ ทำให้ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่เกือบสองเดือน เฮ้อ..... สุดท้ายตาแก่เลยตามตัวจนได้สิน่า...


“ที่บอกนี่เพราะเป็นห่วงหรอกน้า...” โรเวนลากเสียงยานคางอย่างจงใจล้อเลียน “ถ้าเดาไม่ผิด คิงริชาร์ดคงสั่งให้นายไปร่วมงานแทนใช่ไหมล่ะ แล้วก็คงมีคำสั่งอะไรประหลาดๆ ให้ทำเพิ่ม”


“แล้วมันเรื่องอะไรของเจมิไน” ลอเรนซ์ยังย้ำคำถามเดิมด้วยเสียงที่ไม่พยายามแม้แต่จะปิดบังความโกรธสักนิด


“ถูกต้อง มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเจมิไน ยิ่งถ้าแอเรียสมีปัญหากับทริสทอร์ก็ถือได้ว่าเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศรอบข้าง” น้ำเสียงจริงจังผิดจากเดิมของโรเวนเรียกให้ดวงตาสีอเมธีสต์เบือนลงมองบัตรเชิญเจ้าปัญหาในมืออีกครั้งพลางตัดสินใจเก็บมันเข้าไปไว้ในกระเป๋าเสื้อ


“ดีแล้ว ยังงั้นสิ” เจ้าชายโรเวนแย้มยิ้มพราย นัยน์ตาสีน้ำเงินฉายแววอบอุ่นที่หลายคนซึ่งรู้จักเจ้าชายผู้นี้ดีเรียกว่า ‘บ่วงบาศ’...บ่วงที่เอาไว้ใช้จับเหยื่อรอบกาย


“ก็แค่ไม่อยากให้คิงริชาร์ดแห่งแอเรียสตามมาอาละวาดถึงเจมิไนนี่ก็เท่านั้น” ลอเรนซ์ไหวไหล่พลางตอบส่งๆ แล้วก้าวเท้าออกจากห้อง แต่ขณะประตูกำลังจะปิดลงก็มีเสียงแว่วมากระทบหู


“ขอบใจที่เตือน เจ้าชายโรเวน”


รอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าชายแห่งเจมิไนอีกครั้ง


...เจ้าชายแห่งแอเรียสคนนี้ เห็นทีต้องระวังหน่อยแล้ว...




....................................... ........................





ทริสทอร์


สายลมอ่อนพัดไปตามทิวเขาและยอดหญ้า ท้องฟ้ากระจ่างใส ปุยเมฆสีขาวลอยเด่นเป็นรูปร่างตามแต่จินตนาการ อาทิตย์สาดแสงเรื่อเรืองปริ่มขอบฟ้าบดบังรัศมีจันทราในยามเช้า พร้อมเสียงวิหคร้องขับขานกล่อมบทเพลงแห่งวันใหม่ต้อนรับเหตุการณ์สำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์


...พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแห่งทริสทอร์...


ดินแดนแห่งมนตร์ดำ ศาสตร์ลึกลับซึ่งซ่อนกายอยู่ภายใต้แนวเขาและทิวป่าสน ดินแดนลึกลับที่น้อยคนนักจะย่างกรายผ่านไปมา


ทว่าในวันนี้ ดินแดนแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมเพรียงกันมาเพื่อร่วมแสดงความยินดีให้แด่กษัตริย์องค์ใหม่แห่งทริสทอร์


ธงแห่งอำนาจสีเขียวอ่อนขลิบขอบสีทองอร่ามสัญลักษณ์ประจำนครทริสทอร์บนยอดปราสาทโบกสะบัดไปตามสายลมให้เห็นเด่นเป็นสง่าเพื่อต้อนรับเหล่าราชอาคันตุกะทั่วทั้งยี่สิบสามประเทศในเอเดน และอีกหนึ่งเดมอส ดินแดนเจ้าของพันธสัญญา




ณ อุทยานกว้างภายในตัวปราสาทถูกดัดแปลงใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในการรับรองเหล่ากษัตริย์ จากเดิมที่เคยรกร้างว่างเปล่า บัดนี้ทั้งอุทยานกับสะพรั่งไปด้วยดอกไม้หลากหลายสีสันทั้งในและนอกฤดูแข่งขันกันเบ่งบานประชันความงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบรรดาสุภาพสตรีสูงศักดิ์ทั้งหลายที่ต่างเติมแต่งตนเองให้งดงามเพื่อรอเข้าเฝ้ากษัตริย์พระองค์ใหม่ที่พระชันษาน้อยที่สุดในเอเดน


“ทริสทอร์”


เสียงเข้มดังแว่วลอยมาจากเจ้าชายแห่งเจมิไนผู้มาร่วมงานแทนกษัตริย์เซธ พระบิดา ขณะกวาดสายตามองไปรอบๆ “เป็นครั้งแรกที่ได้มาเลยนะนี่ นายก็เหมือนกันใช่ไหม”


“อือ” ลอเรนซ์ที่ถูกโรเวนลากติดมาด้วยตอบกลับแบบขอไปที ในใจเอาแต่นึกทบทวนไปมาถึงใจความที่ระบุไว้ในจดหมาย


... ‘ส่วนเจ้ากษัตริย์หน้าใหม่นั่นก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ก็คนเคยเห็นหน้ากันบ่อยๆ สมัยอยู่ป้อมอัศวินนั่นแหละ’....


...รู้จักกันมาก่อนอยู่แล้ว จากป้อมอัศวินงั้นรึ... ลอเรนซ์คิด ...ถ้าเป็นป้อมอัศวิน คนที่เข้าข่ายที่สุดคงไม่พ้นหมอนั่น...


ปีศาจจากทริสทอร์...


...โร เซวาเรส...


ถ้อยคำตอบในความคิดที่ดูเหมือนจะลงตัวที่สุด ในบรรดาคนทั้งป้อมฯที่เขารู้จักมีผู้มาจากทริสทอร์อยู่เพียงหยิบมือ และที่ดูเข้าเค้ามากที่สุดคงไม่พ้นผู้ที่ได้รับฉายาขอทานจากทริสทอร์ ขอทานที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่กลับเต็มไปด้วยปริศนาภายในตัวมากมาย


ทว่า...


“เจ้าชายชาเบรียน โบแด็ง ตัวแทนแห่งเวนอลเสด็จ”


เสียงแตรใหญ่ประโคมดังเลื่อนลั่น พร้อมเสียงมังกรกระพือปีกหลายสิบตัวดังก้องน่านฟ้า แล้วถลาลงสู่พื้นเบื้องล่างภายในเขตพระราชวัง ก่อนร่างสง่าของใครบางคนจะตวัดตัวลงจากหลังมังกรสีเหลืองนวลอย่างคล่องแคล่วให้เห็นหน้าตาของผู้มาใหม่อย่างชัดเจน


จากอดีตรุ่นน้องขอทานนาม โร เซวาเรส ผู้เข้าข่ายจะได้เป็นรัชทายาทแห่งทริสทอร์กำลังเดินลงจากหลังมังกรจันทราในในชุดมกุฎราชกุมารแห่งเวนอลเต็มพระยศ พร้อมพระนามเดิมที่เคยทิ้งไป


...เจ้าชายชาเบรียน โบแด็ง แห่งเวนอล...


“ถวายพระพรฝ่าบาท” เจ้าชายชาเบรียนผู้ซึ่งเป็นตัวแทนจักรพรรดินีแห่งเวนอลถวายความเคารพแด่กษัตริย์วีเมย์ พลางปรบพระหัตถ์ออกคำสั่งให้ผู้ติดตามนำของกำนัลเข้ามาถวาย


กษัตริย์วีเมย์เพียงพยักพักตร์รับ “ไม่พบกันเสียนาน เจ้าและน้องยังสบายดีใช่ไหม”


“ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมและน้องสบายดี”


“ข้าขอโทษเรื่องพันธสัญญานั่น มันอาจทำให้เจ้าวางตัวลำบากไปสักพัก หากไม่พอใจ อยากจะกลับมายังทริสทอร์แห่งนี้ กลับมาตามพันธสัญญาที่ผูกพันเจ้าไว้ดังเดิม ข้าก็มิขัดขวาง”


“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ หากตอนนี้กระหม่อมมีความสุขดีแล้ว แม้จะต้องปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง แต่กระหม่อมเชื่อว่าเวลาจะสามารถช่วยได้”


กษัตริย์แห่งทริสทอร์ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วยกพระหัตถ์ขึ้นลูบเกศาสีชาของเจ้าชายแห่งเวนอลอย่างอ่อนโยน “หากเหนื่อยเมื่อใดก็กลับมาอยู่ที่นี่ได้ ทริสทอร์แห่งนี้ยินดีต้อนรับเจ้าเสมอ ชาเบรียน”


“เป็นพระกรุณายิ่งแล้ว”


จบจากการทักทายกับกษัตริย์วีเมย์ เจ้าชายชาเบรียนก็ดำเนินเข้ามาในงาน ดวงเนตรสีมรกตกวาดมองสภาพโดยรอบที่ในอดีตเคยนึกกลัว และไม่ประสงค์จะกลับมายังที่นี่อีก หากยามนี้เมื่อกลับมาอีกครั้งกลับทรงรู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างประหลาด ก่อนที่สายพระเนตรสะดุดเข้ากับสองรุ่นพี่คนสำคัญจากป้อมอัศวิน   


เมื่อหันมาเห็นรุ่นพี่คนสำคัญของป้อมฯเข้า เจ้าห้องสมุดเคลื่อนที่ก็ฉีกยิ้มกว้างตามสไตล์เหมือนสมัยอยู่โรงเรียนมาให้พร้อมคำทักทาย หากยังคงธรรมเนียมชาววังเอาไว้บ้าง


“ไม่ได้พบกับซะนานเลย เจ้าชายโรเวน เจ้าชายลอ...”


“เรียกเหมือนเดิมเถอะ” ลอเรนซ์ที่ไม่ค่อยใส่ใจกับพิธีรีตองตัดบทง่ายๆ เมื่อดูท่าทีแล้วเจ้าขอทานคงจะสารยายตามธรรมเนียนอีกยาวจนไม่ต้องคุยกันพอดี


“ตกลงครับ” อดีตขอทานกำมะลอแห่งทริสทอร์ที่ยังยิ้มไม่เลิกพยักหน้ารับหลังจากเห็นว่าโรเวนพยักหน้าอนุญาตแล้ว


“นาย...” โรเวนขมวดคิ้วมองไปที่บัตรเชิญในมือโร


“อย่างที่พี่เห็น” โรยักไหล่ นัยน์ตาสีมรกตวาววับเหมือนกำลังหัวเราะอยู่ในดวงตา “อยู่ๆ ก็มีทูตจากทริสทอร์มาขอพบวิเวียนพร้อมอัญเชิญลายพระหัตถ์กษัตริย์วีเมย์ กล่าวถึงเรื่องขอยกเลิกสัญญาที่เวนอลต้องส่งมอบรัชทายาทให้แก่ทริสทอร์ทั้งหมด พร้อมทั้งให้ราชสกุลโบแด็งทุกพระองค์ปกครองเวนอลต่อไปเป็นปรกติ แล้วก็แนบบัตรเชิญนี่มาด้วย”


“งั้นรึ”


พอคนที่คิดว่าใช่กลับไม่ใช่ ลอเรนซ์ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้งเพื่อค้นหาคนอื่นๆ ที่เคยอยู่ป้อมอัศวินมาด้วยกัน “แล้วกษัตริย์องค์ใหม่ของทริสทอร์เป็นใคร” เขาเปรย สายตายังคงมองหาคนที่เข้าเค้าตามคำบอกใบ้ในจดหมาย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงที่แสนคุ้นเคย เสียงที่ไม่น่าจะได้ยินที่นี้


...เขตพระราชฐานแห่งทริสทอร์...


“ฉันเอง”


!!!


!!!!!


!!!!!!!!


“พี่ลูคัส!”


เสียงโร เซวาเรสบอกชัดว่าตกใจระคนพิศวงที่หันมาเห็นรุ่นพี่อีกคนในชุดเสื้อคลุมตัวใหญ่ หนา หนัก ชายยาวระพื้น ที่สำคัญอย่างยิ่งปักตราประจำองค์กษัตริย์แห่งทริสทอร์อย่างที่เคยเห็นกษัตริย์วีเมย์ทรงเป็นประจำ


“ถ้านับญาติกันแล้ว เราสองคนไม่ใช่พี่น้องกันหรอกนะ” ลูคัสส่งยิ้มให้ญาติตัวเองก่อนแจกจ่ายไปเผื่อเพื่อนฝูง พอเห็นว่าทั้งสีหน้าและดวงตาของโรเวนเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง ขณะที่เพื่อนคู่หูที่สนิทที่สุดในป้อมอัศวินก้าวถอยหลังออกไปห่างๆ เหมือนไม่ไว้ใจ ลูคัสก็ถอนใจยาว


“ด้านนอกคนเยอะ เข้าไปคุยข้างในกันดีไหม” 

 

edit @ 30 Jan 2008 10:58:27 by Aries

edit @ 8 Jun 2008 15:15:36 by Aries

2007/Nov/05

โอ๊ท!! ภาคสามแล้ว เอ็นทรีต่อเนื่องอย่างเหลือเชื่อว่าเราจะสามารถอัพได้ ทุกทีได้แต่ดอง และดอง ชีวิตนี้ยากที่จะหาสิ่งที่เราไม่ดองได้ เหมือนสัญญาณบ่งบอกอะไรบางอย่างจริงๆ อิอิ ช่างเป็นการสร้างความแปลกใหม่ที่นานๆ ทีจะเกิดขึ้นกับเรา ทั้งนี้อาจเพราะภาพมันจะเยอะ แล้วเราไม่รู้จะเอาภาพไหนออกด้วยล่ะเจ้าค่า ช่างเป็นการรักพี่เสียดายน้องแบบสุดซึ้ง (นี่ขนาดพยายามตัดออกไปแล้วน้า~)

ขอแอบบ่นนิด : อยากได้กล้องใหม่ อือออออออออ ปรับหลายภาพซีดไปสุดๆ แถมบ้างภาพปรับซะเจิดจ้าเลย ขออภัยทุกท่านะเจ้าค่า คราวหน้าจะพยายามปรับให้ได้ดีกว่านี้

โหลดแหลกต่อจากเมื่อวาน หุหุ

 

 

เปิดประเดิมต่อจาก โทโอ เจ้าค่า (เสียดายทั้งสองวันก็ไม่สามารถตามถ่ายได้ทุกคน ยิ่งวันที่สองสภาพเรายิ่งไล่ถ่ายชาวบ้านยากไปกันใหญ่)

พี่หน้ากาก เอิกๆ เรียกแบบนี้จะโดนเสียบไหมเนี่ย
จาก Darker Than Black
 
เท่เจ้าค่า ลอยแผลที่หน้าเขียนนานไหมเจ้าค่า แบบว่าสุดยอด
คุณหมอ อีกหนึ่งเรื่องที่ชื่อเรื่องติดอยู่ที่ปลายริมฝีปาก นึกออกว่าเรื่องอะไร แต่นึกชื่อเรื่องไม่ออก โอ๊ย เกลียดสมองความจำปลาทองของตัวเองจริงๆ ว่าแต่ที่คุณหมอถือนั้นมันโดฯ เซนท์เซย่านี่เจ้าค่ะ ได้ขาวว่าข้างในมันแอบวายหน่อยๆ ด้วย หรือว่าคุณหมอแอบวายกันล่ะเนี่ย อิอิ
 
คุณหมอไม่วายนะฮ้า~
คุณอลิเซีย พนักงานของอาเรียคอมปานี จากเรื่อง Arie (แต่เหมือนภาพนี้ไม้พายจะหายไป ท่าทางฝากอาคาริไว้ หรือเปล่าค่า)
  
คุณพี่หัวแตงโมกับชื่อภาพที่น่าจะสื่อได้ว่า "ปล่อนช้านนน~"
ตามมาด้วยโซนคนเล่นของ (สาวๆ โลลิต้าก็ลุยได้ อย่าหาว่าไม่เตือน!!)
^
^
^
^
ภาพบนนั้นมันโดนแยกส่วนชุดไปหลายแล้วเหมือนกัน อิอิ ชุดเต็มมันต้องนี้เลย (แต่ถึงจะบอกว่าครบองค์ แต่พร็อพก็ยังคงไม่ครบอยู่ดี ฮ่าฮ่า เตรียมไม่ทันจริงๆ แถมใส่เดินในงานแป๊บเดียวอีกตังหาก เพื่อนเราแซวว่าเป็น แรร์ ซะขนาดนั้น)
จากเกมส์ Neo Angelique
แอบขอตั้งชื่อโซนต่อไปนี้ว่า Ducan's Harem 
เจ้าของฮาเร็มในครั้งนี้ Dark Elf Ducan  
(งานนี้เราจะโดนเหมียว วานะจัง เจ๊ปอ ฆ่าไหมเนี่ย รู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ)
 
และ
แล้วก็เริ่มย้ายสถานที่ พร้อมจัดทรงให้แด่พ่อดาร์กเอลฟ์สุดหล่อ และเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน!? ของสาวๆ  (ส่วนเราก็ตามถ่ายราวกับถ่ายหนัง อิอิ)
^
^
เหมือนได้ยินเสียงแว่วจาก Ducan ว่า "หิวข้าว"
และ เมื่อการเตรียมตัวทุกอย่างเรียบร้อย
 
แล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจนได้ ศึกชิง Ducan ทำยังไงได้ คนมันหน้าตาดี เกิดศึกจึงไม่แปลก เอิกๆ
โซนคู่แฝดประจำงาน ที่มีคนทักเป็นโชบิทกันเยอะจริงๆ
เจิดจ้า เจ๊ปอดูเจ้าแม่มากเลย
โชเน็น องเมียวจิ
เรื่องราวเล็กๆ ของ มาซาฮิโระและกุเร็น
มีคนเคยว่ากันว่า ให้ตั้งมั่นอธิฐาน แล้วโยนเงินลงไปพร้อมสั่นกระดิ่ง ณ ศาลเจ้าแห่งนี้ และความปรารถนาภายในใจจะเป็นจริง 
แม้จะเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้าง แต่มาซาฮิโระก็เพียรพยายามที่จะลองดู เพื่อเฝ้าภาวนาให้คนสำคัญของเขากลับมา
ภาวนาทุกวัน
ด้วยจิตตั้งมั่นที่เฝ้ารอใครสักวัน
จากวันเป็นเดือน
จากเดือนเป็นปี
แต่แล้ว
"เมื่อไรแจะกลับมาหา มงกุ!!"
...จบ...
(จบความรั่ว ก่อนที่เราจะพากษ์อะไรให้เพี้ยนไปกว่านี้ อิอิ)
 
...แล้วความสวีทหวานของคู่นี้ก็ยังคงมีต่อไป แม้อีกฝ่ายจะจำไม่ได้ หากจิตวิญญาณยังคงเดิม ความทรงจำคงเป็นเพียงก้อนผลึกที่รอการตกตะกอนใหม่เอานั้น...
 .........
.......
.....
...
.
The Prince Of Tennis
"ดูนั่น"
"ซาดานะ และ..."
กับ
ลูกทีมคนใหม่ของ สาธิต ริตไค
"Ducanครับ"
กับการ Show Off เล็กๆ น้อยๆ
 ก่อนลงสนาม ต้องสวมหมวกกันแดดเผาผิว!?
โซนรวมมิตรรอบสอง หรือจะเรียกว่ายำใหญ่กันดีล่ะเนี่ย รวมกันเข้าไปได้ อิอิ
"แม้จะต่างยุคต่างสมัย แต่เพียงไม่ต่างหัวใจก็รวมกันเข้าไป Once Upon A Time"

 สองภาพล่างนี้จะ Photo Hunt หรือเล่น แกะดำ ดีล่ะ เข้าใส่รวมกันจริงๆ แต่ก็กลมกลืนกันอย่างประหลาด

 

 

 

และนี่เลย การละเล่นแบบไทยๆ เรานี่เลย (การละเล่นที่เราสารภาพเลยว่าไม่ได้เล่นมานานมากแล้ว) ช่างเข้ากับบรรยากาศชื่องานมากๆ

 

จากกลุ่มเล็กๆ ก็เริ่มขยาย
ปิดท้ายของวันด้วยการบ้าพลัง หลังจากเสร็จจากวิ่งเล่นในงานก็ไปไพรเวทคอสต่อที่บ้านเจ๊ปอ ถ้าจำไม่ผิดเวลานั้นประมาณทุ่มเห็นจะได้ แต่ตอนนั้นฟ้ามืดมาก เลยมีการสร้างสตูกันเองแบบ Made By Hand 

ปล.ใครต้องการรูปนอกเหนือจากนี้หลังไมค์นะเจ้าค่ะ

ปล.(2) เชื่อมต่อจากเอนทรีที่แล้ว ถ้าท่านสามารถตอบถูกหมดว่าใครคอสอะไรบ้าง โปรดเอ๊ะใจอายุตัวเองกันหน่อยไหมว่าเข้าเลขอะไรแล้ว

(โครม!! -เสียงใครหลายๆ คนปามีดหวังปิดชีพยัยอารี่ให้ตาย เพราะงั้นเราจะอยู่ทำไม เผ่นสิค่า)

THANKS
- กลุ่ม C3 ที่จัดงานดีๆ ให้
- น้องกล้าที่มาช่วยถ่ายรูปให้ตลอดงานเลย แม้จะเราจู้จี้ไปนิดหวังว่าคงไม่ว่ากัน
- เหล่าบุคคลในเลเยอร์ทุกท่านที่ให้เราตามสโตก 2วันนั้นเบลอมากเจ้าค่ะ บางคนเราขอถ่ายแล้วไม่เข้าไปซะอย่างนั้น ยังไงก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

2007/Nov/04

มาแล้วค่า มาแล้ว ตามมาติดๆ หลังจากอัพเอ็นทรีแรกผ่านไป ก็มาพร้อมกับเอ็นทรีที่สองพร้อมรูปในงานวันแรก (วันที่ 27/10/07) เพราะฉะนั้นงานนี้โหลดแหลกเจ้าค่า โหลดแบบนอนสต็อปกันไปเลยข้างหนึ่ง

 

ประเดิมรูปแรกด้วยความงามของผู้นำกลุ่ม แห่ง Blood+ ซายะจัง ส่วนด้านข้างใกล้ๆ มิห่างไกล Ducan จาก D.O.D. เจ้าค่า

1

 

ซายะจัง กับ โซระจัง (อิอิ ซ. เหมือนกันเลยเรียกแบบนี้ อิอิ) as ริงโกะ จาก แอร์เกียร์ 

2
โซระกับซายะ
โซระกับซายะ2
โซระกับซายะ3

 

ริงโกะจังขอเดี่ยว

โซระจังเดี่ยว

 

จากเรื่องบาซาร่า เจ้าค่า

 

จากเรื่อง .... (นึกไม่ออก เอิกๆ ขออภัยด้วยเจ้าค่า คุ้นนะเจ้าค่ะ แต่เหมือมันติดอย๔ที่ริมฝีปาก)

 

อีกหนึ่งเรื่องที่ขอเดาว่ามาจากเกมส์นะเจ้าค่า เหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่นเลย o>

 

เซฟี่ (เซฟีรอท) จาก FF XII

 

 

รวมมิตรเจ้าค่า รวมมิตร รวมมิตรจากหลายๆ ค่าย อิอิ เพราะบรีซมาเป็นลิขสิทธิ์จากสยามอินเตอร์

รูปหมู่

 

คุณกระต่าย >w< (เมื่อวันอาทิตย์ อิอิ) 

คุณกระต่าย

 

กิมดาม้า~

 

มุมสาวเท่ห์ สาวหล่อ สุดยอด ><b

 

ซามูไรเคียว น่าเสียดายจตุรัสเทพไม่ครบ ท่าทางแอบไปกระซิบแผนการเพื่อตระกูลมิบุกันอยู่แน่ๆ เลย อิอิ

 

มนุษย์อวกาศ!?

 

โซเน็น องเมียวจิ กับ กุเร็น

 กุเร็นในมาด เมกาเนะ~ อย่าบอกนะว่าเฝ้ามองมาซาฮิโระมากไปจนต้องใส่แว่นแล้ว หรือว่านายแอบมองอะไรกันแน่ =[]=lll

 

อากิโตะ และ AGITO จาก แอร์เกียร์

น่าร๊ากกกก

 

คุณพี่หัวแตงโม อิอิ

 

ไฮพรีสต์ จาก แร็กนาร็อค ใส่ริบบิ้นมาด้วย ไอเทมทำยากนะนั้น แพงด้วยอีกตังหาก

 

และนี่เลย อามูโร่ เรย์ จาก กัมดั้ม กดรัวชัตเตอร์มาก เพราะกรี๊ดมาก (หน้าอย่างเรานี่แหละ ชื่นชอบกัมดั้ม ใครจะทำไม ว่ะฮ่ะฮ่ะ)

 และเมื่อยามว่างจากการเป็นนิวไทม์ อามูโร่ก็มีอาชีพเสริม

"สิบตรีกิโรโระรายงานตัว"

"โลกต้องเป็นของเรา"

"แน่ใจหรือ..."

"..." 

 ขอบคุณ ดารารับเชิญ จากเรื่อง กัมดั้ม และ พรินท์ ออฟ เทนนิส เจ้าค่ะ (หลังจากเจ้าตัวมาอ่านบล็อกนี้ เราจะโดนเก็บทีหลังไหมเนี่ย เอิกๆ)

 

อิรุมิ

 

โทโฮ รวมพล แต่ไม่ครบ เศร้าเลย

 

โคเวอร์

 

คุณหมอ อิอิ

 

ยูโกะซัง จาก XXXholic อลังการงานสร้าง ชอบค่า~

 

งานนี้ท่าทางจะโดนคนอื่นทิ้งไปแสวงบุญกันหมดแล้ว ฮัคไคซัง เลยถูกทิ้งเหลืออยู่กับจิ๊ป หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัว (เอ๋ หรือเรียกว่าหนึ่งคัน) แต่นะเจ้าค่ะ ไม่มีจิ๊ป แปลว่าพวกซันโซไม่รถ แล้วจะไปกันยังไง หรือว่าแอบรอรับฮัคไคหลังเลิกงาน อิอิ

 .

.

.

รูปล่างนี้โปรดดูต่อกัน แล้วท่านจะเห็นเบื้องหลังการถ่ายทำ

 

ปิดท้ายด้วยรูปนี้

...

..

.

ริกะจังจากแว่วเสียงเรไรเจ้าค่า โมเอ๊ะ~ น่ารักอยากได้กลับบ้านมากๆ อยากกอดด้วย แต่ไม่กล้าเข้าไปกอด กลัวน้องเขาตกใจ

ส่วนรูปที่เหลือ พร้อมภาพรั่วๆ มาต่อเอนทรีหน้าจะเจ้าค่า หมดแรง พึ่งสอบเสร็จ แล้วก็มาอัพเลย ไม่มีเวลาปรับรูปเลย ได้แต่ย่อแล้วปรับแสงนิดเดียว แล้วลงเลย T^T เศร้าชีวิต ชักอยากได้เวลาว่าง ทำไมมันดูเหมือนยุ่งไปหมดเลย เอาเวลาของฉันคือมา~ 

THANKS
- กลุ่ม C3 ที่จัดงานดีๆ ให้
- น้องกล้าที่มาช่วยถ่ายรูปให้ตลอดงานเลย แม้จะเราจู้จี้ไปนิดหวังว่าคงไม่ว่ากัน
- เหล่าบุคคลในเลเยอร์ทุกท่านที่ให้เราตามสโตก 2วันนั้นเบลอมากเจ้าค่ะ บางคนเราขอถ่ายแล้วไม่เข้าไปซะอย่างนั้น ยังไงก็ขออภัย ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

edit @ 5 Nov 2007 12:51:11 by Aries