2008/Feb/13

The kings’ heart



Neoaries and Jeserith



ชายแดนเวนอล-เอเธนส์


กาลเวลาเลยผ่าน นับจากวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแห่งทริสทอร์ในวันนั้น เวลาก็ล่วงมาเกือบสามเดือนแล้ว


เช้าวันนี้อากาศแจ่มใสเป็นพิเศษ แสงสีทองของดวงตะวันทอประกายอบอุ่นส่งให้ทั่วทั้งผืนฟ้าเป็นสีครามใสกระจ่าง แลเห็นปุยเมฆบางๆ สีขาวแต่งแต้มเป็นรอยจางๆ อยู่เป็นระยะ ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวอ่อนโบกพลิ้วไปมาตามสายลมที่โชยชายแผ่วเบาพัดเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าจากที่ไกลๆ ให้กระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ เช่นเดียวกับเสียงร้องเพลงเบาๆ ของฝูงนกป่าตัวเล็กๆ ที่โผบินไปมาหาอาหารอยู่อย่างเป็นสุข


บรรยากาศรอบตัวสุดแสนจะงดงามจนร่างสูงโปร่งเจ้าของเส้นผมและนัยน์ตาสีน้ำเงินที่อยู่บนหลังอาชาสีขาวสะอาดต้องเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงใจระคนสงสัย!?


...ว่าแต่ ทำไมเมจิกปรินซ์คนเก่งแห่งเจมิไนถึงตัดสินใจทิ้งงานทิ้งการที่ยังทำค้างอยู่แล้วรีบโดดขึ้นหลังม้ามาเดินโต๋เต๋อยู่แถวนี้ได้


ถ้าไม่ใช่...


...ข่าวสงครามระหว่างแอเรียสและทริสทอร์ที่ลือสะพัดไปทั่วเอเดน...


ดีไม่ดีอาจจะดังข้ามแดนไปถึงเดมอสด้วยก็ได้ เพราะได้ข่าวมาอีกว่าเจ้าหญิงจอมแสบกับมาดัส เดอเบอโรว์ได้ฤกษ์วางแต้มต่อพนันกันแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ โดยมีจ้าวปิศาจเอวิเดสเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่


แอเรียส ปะทะ ทริสทอร์


การปะทะที่ใครๆ ต่างไม่คาดคิดว่าจะเกินขึ้นในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้กษัตริย์ทั้งสองแผ่นดินยังเคยเป็นสหายเก่าแก่กันสมัยยังทรงศึกษาอยู่ที่เอดินเบิร์ก


ทว่า การที่ศึกษามาด้วยกันนี่แหละ เลยเป็นที่มาของปัญหา


โรเวนถอนหายใจยาว สายตาไล่มองไปตามผืนดิน ผืนป่าที่แสนเงียบสงบ


...ทุกสิ่งมันช่างน่าแปลกนัก ทั้งที่เหตุการณ์น่าจะผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว แต่กลับไม่มีการประกาศบุกโจมตี ไม่มีรายงานมูลค่าความเสียหาย หรือแม้แต่จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายใดๆ ออกมาให้ได้รู้กัน...


อย่างน้อยก็สภาพป่ารอบตัวตอนนี้ที่ไม่มีทีท่าว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไรขึ้น


หรือว่า...


...มันจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ


แม้พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเทือกเขาสูงชันที่ทอดตัวยาวเรียงรายสลับซับซ้อน สองข้างทางก็รกทึบไปด้วยป่าไม้สีเขียวสดที่ขึ้นเบียดเสียดกันหนาแน่น แต่พอเดินทางพ้นเขตป่ามาได้สักระยะก็จะถึงหมู่บ้านชายแดนขนาดใหญ่ที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ตลอดเวลาจะมีพ่อค้าเร่หรือคนเดินทางผ่านไปมาแวะหยุดพักค้างคืนเสมอ ทำให้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความคับคั่ง จอแจไปด้วยผู้คนและเสียงพูดคุย เสียงตะโกนโหวกเหวกที่ติดจะหนวกหูเอาเรื่อง


สภาพอันเป็นปรกติสุขที่เห็นทำเอาเจ้าชายผู้ตั้งใจมาสำรวจสภาพความเป็นไปของการสู้รบเป็นงง


...ไหนล่ะสงคราม การต่อสู้ อาวุธสังหาร คนเจ็บ คนตาย มันหายไปไหนหมด...


...ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง!...


แต่ก่อนที่โรเวนซึ่งหยุดพักมานั่งจิบชายามสาย พลางกินขนมอยู่ในร้านเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางหมู่บ้านอย่างสบายอารมณ์จะลงความเห็นใจว่า ‘สงครามเป็นเพียงข่าวลือ’ แล้ววางแผนหาที่เที่ยวสักวันสองวันเป็นของแถมก่อนกลับเจมิไนอยู่เพลินๆ ก็พลันเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น.


เพียงแค่เสียงระฆังใบใหญ่บนหอสังเกตการณ์ที่อยู่บนยอดเขาดังขึ้นเป็นจังหวะเท่านั้น ชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลายก็พากันหยุดชะงักทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ ไม่นานความสับสนอลหม่านก็เกิดขึ้นพร้อมเสียงกรีดร้องโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์เมื่อผู้คนต่างกรูกันกลับเข้าไปในบ้านเรือนของตนราวกับนัดคิวกันไว้ ส่วนคนที่เหลืออยู่ข้างนอกก็มีอันต้องทะเลาะตบตี แย่งชิง ตะเกียกตะกายหาที่ที่ดูจะมั่นคงแข็งแรงที่สุดที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อหลบเอาชีวิตรอด


ในช่วงเวลาไม่ถึงนาทีดีจากหมู่บ้านที่มีคนพลุกพล่านก็เปลี่ยนสภาพไปเป็นสถานที่รกร้างว่างเปล่าได้อย่างน่าประหลาด


...นี่มันอะไรกัน...


“เกิดอะไรขึ้น”


หลังจากยืนหมุนซ้ายหมุนขวาเก้ๆ กังๆ อยู่ครึ่งอึดใจ โรเวนก็ได้คำตอบจนได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อมีอะไรสักอย่างบินหวือมาปักฉึกบนกำแพงข้างๆ ชนิดเฉี่ยวแก้มของเมจิกปรินซ์คนเก่งไปเส้นยาแดงฝ่าสิบหกอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว


เจอเข้าแบบนี้ เมจิกปรินซ์ก็เมจิกปรินซ์เถอะ หัวใจก็ร่วงลงไปอยู่ปลายเท้าได้เหมือนกันล่ะน่า


“พี่โรเว๊น... พี่โรเวน หมอบลงพี่ หมอบลง” เสียงคุ้นๆ ตะโกนลั่นอยู่ตรงไหนสักที่ แต่ตอนนี้โรเวนยังไม่มีเวลาคิดอะไรทั้งนั้นนอกจากทำตามเสียงบอกอย่างเดียวพลางดันเก้าอี้ตัวโตที่ตัวเองใช้นั่งจิบชาอยู่เมื่อครู่มาบังไว้ข้างหน้าอีกที และนี่ก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะในนาทีต่อมาเจ้าสิ่งนั้นอีกนับร้อยนับพันก็สาดโครมเข้ามาราวห่าฝน ช่วยให้เลือดในตัวเจ้าชายแห่งเจมิไนแข็งเป็นน้ำแข็งได้อีกรอบ


สักชั่วอึดใจใหญ่ๆ ผ่านไปและ ‘สายฝนมรณะ’ ก็เริ่มซาลงแล้ว เสียงเรียกเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง


“เป็นไงมั่งพี่ บาดเจ็บหรือเปล่า”


โรเวนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วตะแคงมองไปตามเสียง ที่แท้ก็เจ้าห้องสมุดเดินได้ โร เซวาเรส นั่นเองที่ยืดหน้าออกมาจากหน้าต่างบ้านหลังเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห่างออกไปสักยี่สิบเมตรได้


“เข้ามาหลบในนี้ดีกว่า แต่พี่ต้องเข้ามาเองนะ ผมไม่อยากเสี่ยงกับลูกหลงที่อาจจะยังเหลือ” เจ้าห้องสมุดพูดหน้าตายพร้อมรอยยิ้มละไม


นี่คงเป็นยี่สิบเมตรที่ยาวนานและต้องจำไปตลอดชีวิต เมื่อโรเวนตกลงใจพุ่งตัวออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประตูบ้านซึ่งโรเปิดคอยไว้


แน่ล่ะ ว่าต้องอาศัยความไวหลบ ‘ลูกหลง’ นิดๆ หน่อยๆ ตอนวิ่งผ่านพื้นที่โล่งระหว่างถนนบ้าง แต่จากประสบการณ์เจ็ดปีที่เคยเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้มาตลอดก็ช่วยให้พอเอาตัวรอดได้แม้จะไม่เชี่ยวชาญเท่าต้นตำรับ แต่กว่าจะมาถึงหน้าบ้านได้โดยสวัสดิภาพก็เล่นเอาเหงื่อตก


คนที่อยู่ในบ้าน ไม่ได้มีแค่เจ้าชายขอทานกำมะลอที่ยืนยิ้มแหยๆ อยู่ข้างประตูเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจออีกหลายคนกำลังนั่งสุมหัวเอามือกุมขมับกันอยู่


เจ้าหญิงเอฟิน่าแห่งเอเธนส์ เจ้าชายแห่งไนล์ และผู้แทนองค์กษัตริย์แห่งฟรานซ์ ทั้งสามนั่งหน้าเครียดอยู่บนเก้าอี้นวมรับแขกตัวใหญ่มุมห้อง บนเก้าอี้ไม้ข้างๆ กันเป็นนักรบสุดโจ๋ที่คงจะได้รับมอบหมายให้มาดูแลความปลอดภัยให้เจ้าชายของตัว แต่วันนี้ดู ครี้ด ธันเดอร์ ออกจะหงอยๆ ผิดหูผิดตาชอบกล อีกฟากของห้องเป็นที่นั่งของอดีตเจ้าแม่ประจำป้อมอัศวิน...มาทิลด้า ซิลเวอร์ แห่งอเมซอน ที่ดูท่าทางไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่แต่ยังควบคุมสติไว้ได้ไม่ซัดเอาเจ้าสามนักบวช...ซีบิล สเวน กัส โทนีย่า และเอ็ดเวิร์ด ลอเรนโซ่ที่กลับทำหน้าชื่นยิ้มแฉ่งแข่งกันเล่นไพ่ป๊อกเด้งอยู่ได้โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเหตุการณ์รอบตัว


“ดีใจที่ได้เจอทุกคน” โรเวนไล่แจกรอยยิ้มตามสไตล์ให้ทุกคนเป็นการทักทายก่อนจะเริ่มเข้าประเด็นทันที “ใครช่วยอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้บ้าง”


“ง่ายๆ เลยพี่ ดูนี่ดิ” ครี้ดเปิดหน้าต่างแล้วเอื้อมมือออกไปทำท่าควานหาอะไรสักอย่างข้างนอก ก่อนจะหดมือกลับมาพร้อมลูกธนูขนาดเล็กที่มีปลายเรียวแหลม


“นี่มัน...” โรเวนอ้าปากค้าง เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาลางๆ “คล้ายๆ มีด....”


“ใช่เลย” โรพยักหน้าหงึกหงักแล้วต่อคำพูดของรุ่นพี่ที่เคารพให้จบประโยค


“มันไม่คล้ายหรอกพี่ แต่มันเป็นมีดบินของพี่ลอเรนซ์ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ”




เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ในงานฉลองแสดงความยินดีกับกษัตริย์แห่งแอเรียสพระองค์ใหม่ ลอเรนซ์ โมนาโรค เดอะคิง ออฟแอเรียส ที่อดีตกษัตริย์ริชาร์ดพระบิดาใช้เวทมนตร์ป่าวประกาศไปทั่วทั้งเอเดนและเดมอสว่าเป็นกษัตริย์ที่อายุน้อย และหล่อที่สุดในเอเดนตัวจริง นัยว่าเป็นการแก้แค้นและเกทับทางทริสทอร์ที่บังอาจทำให้เจ้าตัวเจ็บใจนักหนาก่อนหน้านี้


...เฮ้อ! สงสัยต้องไปทวงตำแหน่งจากท่านพ่อบ้างซะแล้ว...


เจ้าชายโรเวนแห่งเจมิไนคิดในใจอย่างขำๆ ขณะก้าวเท้าเข้าไปในห้องจัดงานที่ตกแต่งใหม่อย่างหรูเลิศอลังการแบบว่าขนหน้าแข้งอดีตกษัตริย์ริชาร์ดร่วงไปแค่เส้นสองเส้นเท่านั้น แต่พอโผล่หน้าเข้าไปปุ๊บก็เจอหน้าเจ้าห้องสมุดเคลื่อนที่เจ้าเก่าวิ่งถลาเข้ามาหาพลางฉุดกระชากลากถูให้ออกไปด้วยกัน


สุดปลายทางเดินเป็นระเบียงขนาดใหญ่ อดีตคู่หูนักบวชซาตานประจำป้อมอัศวินกำลังยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร


...ตำแหน่งกษัตริย์เท่าเทียมกัน...


...ทรงศักดิ์ ทรงสิทธิ์ และทรงอำนาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน...



ทำเอาคนสองคนที่ยังเป็นแค่เจ้าชายหันมามองหน้ากันอย่างทำใจลำบาก ส่วนความคิดที่จะไปตามอดีตกษัตริย์ริชาร์ดมาห้ามศึกน่ะไม่เคยจะมีอยู่ในหัว เพราะรู้ดีว่าจะยิ่งทำให้เกิดศึกหนักมากขึ้นกว่าเดิม ลงท้าย โรเวนเลยเอามือเคาะผนังเป็นเชิงเบี่ยงเบนความสนใจ


คนที่หันมาก่อนคือกษัตริย์ลอเรนซ์ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังให้ความสำคัญกับเจ้าชายแห่งเจมิไนผู้เป็นทั้งเพื่อน และอดีตเสนาธิการฝ่ายซ้ายที่มีอำนาจควบคุมดูแลผู้คุมกฎทั้งสี่เสมอ


“โรเวน ดีใจที่มา”


“ขอแสดงความยินดีด้วย” โรเวนยิ้มพลางลอบถอนใจโล่งอก


แต่...เรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น


“ดีใจที่มา” กษัตริย์ลูคัสทวนคำด้วยท่าทางสุดแสนจะน้อยพระทัย “ทีตอนฉันมาไม่เห็นพูดแบบนี้เลย”


“ฉันเป็นคนเชิญโรเวนมาเอง แต่ทางทริสทอร์น่ะไปถามอดีตคิงริชาร์ดที่เป็นคนเชิญดีกว่า ว่าดีใจมั้ย”


“ใจร้ายจริง พูดแบบนี้ฉันเสียใจนะ ลอรี่


เฟี้ยว~ ฉึก!


พระแสงดาบขนาดจิ๋วในพระหัตถ์กษัตริย์องค์ใหม่แห่งแอเรียสสะบัดรวดเร็วเหมือนรอจังหวะอยู่นาน แน่ล่ะว่ากษัตริย์อีกพระองค์ก็หลบได้เชี่ยวชาญไม่ต่างจากที่เคย


“หยุดเรียกฉันด้วยชื่องี่เง่านั่น ถ้ายังไม่อยากตาย วันนี้ฉันจะไม่ทนต่อไปแล้ว”


“พี่โรเวน” โรเข้ามากระซิบกระซาบ “ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์แห่งแอเรียสกับข้อหาจงใจทำร้ายกษัตริย์แห่งทริสทอร์นี่ อะไรโทษหนักว่ากันน่ะ”


“เจ๊า” โรเวนเอ่ยพลางส่ายหัวไปมาอย่างอ่อนใจ “ปล่อยไว้งี้แหละ เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า” 


ว่าแล้วสองเจ้าชายก็เดินจากมาง่ายๆ


จากนั้นอีกไม่นาน ข่าวการทำสงครามระหว่างแอเรียสกับทริสทอร์ก็เกิดขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วเอเดนอย่างรวดเร็ว


...ลอเรนซ์ ลูคัส...


...จริงๆ เลย ถ้าตอนนี้ยังเป็นเสธ.ซ้ายอยู่ล่ะก็จะเรียกตัวมาชำระความซะให้เข็ด...



“เซ็ง” โรเวนหมายความตามที่พูดจริงๆ เมื่อรู้สาเหตุที่มาของสงครามบ้าๆ บอๆ นี่พลางถามต่อ “แล้วแต่ละวันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”


“ไม่มีอะไรมากค่ะ” มาทิลด้าเอ่ยแทนโรที่ยื่นหน้าเสี่ยงตายออกไปดูสถานการณ์ภายนอก “แค่หลังเวลาอาหารสามมื้อพี่ลูคัสจะมาตะโกนเรียกชื่อต้องห้ามของพี่ลอเรนซ์จากฝั่งทริสทอร์ พอพี่ลอเรนซ์ได้ยินเข้าก็จะปามีดบินออกมาจากชายแดนแอเรียสอย่างเมื่อกี้ที่พี่เห็นนั่นล่ะ แต่ตรงนี้อยู่หลังสันเขาเลยไม่ได้ยินเสียงพี่ลูคัส ถึงต้องมีการสั่นระฆังเตือนแทน”


...เสียงล้อจากกษัตริย์ขี้เล่นแห่งทริสทอร์ กับ มีดบินของกษัตริย์จอมหงุดหงิดแห่งแอเรียส...


...ให้มันได้อย่างนี้สิ ที่แท้เจ้าสองคนนั่นยอมรับตำแหน่งคิงเพราะเหตุผลนี้เองเรอะ...



ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกละเหี่ยใจ อยากจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก ได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ พลางไล่สายตามองรุ่นน้องทั้งหลาย


“สรุปว่า ที่ทุกคนมารวมตัวที่นี่ก็เพราะ โดน ‘ลูกหลง’ อย่างที่เคยโดนสมัยอยู่ป้อมอัศวินสินะ”


“ใช่” เจ้าหญิงเอฟิน่าแห่งเอเธนส์ที่รู้กิตติศัพท์ของพวกป้อมอัศวินดีตอบเสียงกระชาก


“ทางแอเรียสต้องการให้มีดบินพุ่งเข้าไปในเขตแดนของทริสทอร์ แต่บางส่วนกลับมาตกในไนล์” เจ้าชายจากไนล์อธิบาย


“ไม่ใช่แค่ไนล์ที่เดียวนะเจ้าชาย ฟรานซ์ เอเธนส์ อเมซอน เวนอล ก็ด้วย” ผู้แทนพระองค์จากฟรานซ์โอดครวญ ในใจยังรู้สึกสยดสยองไม่หายที่ต้องเสี่ยงตายฝ่าฝูงมีดบิน ‘ลูกหลง’ ที่ส่งตรงมาจากแอเรียส


“บารามอสกับกิลดิเรกก็เหมือนกันรึ” โรเวนขมวดคิ้วหันไปถามพวก ‘ไม่ใช่คนแถวนี้’ อย่างซีบิล กัสและเอ็ดเวิร์ด เพราะรู้สึกว่ารัศมีมีดบินมันจะกระจายวงกว้างเกินความจริงไปหน่อย


“เปล่าครับ” นักบวชแห่งบารามอสทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมตอบกลับไปอย่างสุภาพ “ผมได้รับคำสั่งจากเจ้าหญิงเฟลิโอน่าให้มาสืบข่าวว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบยังไงแล้วส่งข่าวกลับไป เพื่อทางโน้นจะได้วางเงินพนันได้ถูก โดยท่านเอวิเดสสัญญาว่าจะมอบห้าเปอร์เซ็นของรายได้ทั้งหมดช่วยสมทบทุนซ่อมแซมมหาวิหารแห่งบารามอสครับ”


...เอากะเขาสิ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หน้าตาเฉย นิสัยแบบนี้มันคล้ายใครล่ะเนี่ย...


“แล้วนายสองคน...” โรเวนหันมาถามสองนักบวชจากกิลดิเรกบ้างด้วยน้ำเสียงเพลียๆ


“เบื่อ...” คนพูดน้อยตอบง่ายๆ


“อยู่บ้านไม่มีอะไรทำน่ะครับ เลยมาที่นี่เผื่อมีอะไรตื่นเต้นบ้าง” เอ็ดเวิร์ดยิ้มกว้างขณะตอบเหมือนจะช่วยขยายความคำพูดสหายนักบวชข้างๆ ที่หลายคนยังติดใจว่าเป็นนักบวชของเทียมหรือเจ้าชายของแท้กันแน่


คำตอบอันสุดแสนจะจริงใจจริงๆ ของสามนักบวชบ้านไกลเล่นเอาคนทั้งบ้านหันขวับกลับมาจ้องด้วยสายตาอยากจะกินเลือดกินเนื้อเต็มแก่ แต่แล้วก็สะบัดหน้าพรืดกันไปคนละทางด้วยความปลงในโชคชะตาที่ดันดลบันดาลให้สองคู่หูนักบวชซาตานแห่งป้อมอัศวินขึ้นเป็นกษัตริย์


...หากตอนนั้นขอตำแหน่งคืนคงดี...


ถ้อยความคิดที่ตอกย้ำอดีตขอทานให้ช้ำใจกับความผิดพลาดที่แสนใหญ่หลวงในชีวิต


“แล้ว...” โรเวนเริ่มคิดหาตัวช่วยอย่างเคย แม้มันจะไม่เคยเจอเลยมาตั้งแต่สมัยเรียน “อดีตคิงริชาร์ดไม่ว่าอะไรเลยหรือไง”


“นั่นน่ะตัวร้ายเลย” โรทำหน้ายุ่ง “อดีตคิงริชาร์ดนั่นแหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีคอยสนับสนุนพี่ลอเรนซ์ทุกอย่าง ไม่เชื่อดูนี่”


จากลูกธนูสีเงินที่ครี้ดเก็บรวบรวมมาเมื่อครู่ ตอนนี้กลายสภาพเป็นแค่เศษใบไม้ กิ่งไม้กองอยู่บนโต๊ะ


...ต้องเป็นฝีมือตาอดีตคิงพ่อมดสุดแสบนั่นแน่ๆ อย่างลอเรนซ์ไม่ทำอะไรแบบนี้หรอก...


“แล้วอดีตคิงวีเมย์....” โรเวนยังพยายามหาตัวช่วยตัวต่อไป


“พอมอบตำแหน่งกษัตริย์ให้พี่ลูคัสได้ ท่านทวดวีเมย์ก็ละเรื่องทางโลก ออกไปแสวงหาความสงบอยู่ที่วิหารนักบวชหญิงเป็นการถาวรแล้วครับ อำนาจสั่งการทั้งหมดเลยอยู่ในมือพี่ลูคัสแบบเต็มๆ แล้วคงไปตามญาติๆ สายตระกูลซาโดเรียมาเป็นผู้ช่วย”


...กรรม กำไม่ต้องแบ...


ศึกสองพ่อลูกมหัศจรรย์ ปะทะ ก๊กผู้วิเศษจากทริสทอร์.


...บ้านอื่น เมืองอื่นเขาเลยเดือดร้อนกันทั่วหน้า (แต่งานนี้รู้สึกว่าเจมิไนรอดตัว)...


...แต่ว่า มันก็สนุกดีแฮะ...


...ในโลกนี้คงหาเรื่องบ้าๆ บอๆ แบบนี้ได้ยาก



“เพราะงั้น พี่ครับ”


“เพราะงั้น พี่คะ”


เสียงประสานจากน้องๆ ร่วมป้อมและร่วมโรงเรียนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เรียกให้โรเวนที่กำลังคิดอะไรอยู่เงียบๆ เพลินๆ สะดุ้งเฮือก


“อะไร...” เจ้าชายแห่งเจมิไนเบือนหน้าไปทางเหล่ารุ่นน้องอย่าหวาดๆ แม้สีหน้าที่แสดงให้เห็นดูนิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสยอง สมองคาดเดาล่วงหน้าถึงชะตากรรมที่ต้องประสบไปเกินร้อยละร้อยแล้วว่ามันต้องมีเรื่องปวดหัวอะไรตามมาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเสียงที่ดังยืนยันมาราวกับคำพิพากษา


“ช่วยทำอะไรสักอย่างสิ อะไรก็ได้ที่ทำให้พี่ลอเรนซ์กับพี่ลูคัสเลิกเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้ซะ”

edit @ 8 Jun 2008 15:13:17 by Aries

2008/Feb/06

The kings’ heart




Neoaries and Jeserith




หมายความว่า ท่านย่าริเรียของผมกับท่านทวดไกอาของพี่เป็นพี่น้องกัน” เจ้าชายอดีตขอทานกิตติมศักดิ์กระพริบตาปริบด้วยความงงและความปลงในโชคชะตาที่อยู่ดีๆ ก็มีญาติเพิ่มขึ้นมาซะงั้น แถมยังเป็นพวกไม่น่านับญาติด้วยเลย


“ถูกต้อง ฉลาดมากโรรี่” ลูคัสตอบพลางยังไม่เลิกแจกจ่ายรอยยิ้มประจบตามสไตล์ให้กับแววตาลังเลระคนครุ่นคิดของโรเวนกับสีหน้าหงิกๆ ส่อเค้าอารมณ์บูดๆ ที่เคยเห็นจนชินตาของใครอีกคน


พอเห็นคนรอบข้างมัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ เพราะตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งรู้กัน คนหน้าหงิกที่เอาแต่เงียบตลอดเวลาก็เริ่มทนไม่ไหว เสียงพูดลอยๆ เลยดังขึ้นเหมือนไม่อยากเชื่อเท่าไหร่ แต่ในใจน่ะเชื่อเต็มร้อยละร้อยไปแล้ว


“ไร้สาระ”


“แหม...ตอนแรกฉันก็ไม่รู้หรอกนะ” ดูท่าว่ากษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งทริสทอร์จะชินชาซะแล้วกับคำพูดจิกๆ กัดๆ ชนิดให้เจ็บแสบหัวใจเล่นอย่างที่เคยโดนเป็นประจำสมัยเรียน สีพระพักตร์เลยยังระบายด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์เหมือนไม่ถือสาถ้อยคำที่ ถ้ากษัตริย์เมืองอื่นได้ยินเข้ามีหวังสั่งตัดลิ้นคนพูดพลางยื่นพระหัตถ์ซ้ายออกมาข้างหน้า


แหวนวงใหญ่ดูเด่นเป็นสง่าอยู่บนนิ้วพระหัตถ์ แหวนที่หากดูเผินๆ คงไม่สำคัญอะไร ถ้าหัวแหวนไม่เป็นไข่มุกแสงจันทร์เม็ดงาม


“แม่บอกว่าเป็นของดูต่างหน้าของตา แล้วก็ยังเป็นสมบัติที่หลงเหลืออยู่แค่ชิ้นเดียวของทวด แต่ของแบบนี้ไม่ต้องเป็นเจ้าชายก็มีได้นี่นะ ทั้งแม่ทั้งตาเลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วทวดเป็นใครมาจากไหน ลงท้ายก็สรุปเอาเองว่าเป็นแค่พ่อค้าธรรมดาที่เร่ร่อนตระเวนขายของไปตามเมืองต่างๆ 


ต่อมาทวดกับตาก็ดันทะเลาะกันรุนแรงชนิดไม่ต้องมามองหน้ากันเป็นสิบปี ตาเลยประชดทวดด้วยการแต่งงานเข้าตระกูลของยายที่เป็นครอบครัวชาวทริสทอร์ที่ย้ายไปอยู่ฟรานซ์นานแล้วแถมเปลี่ยนนามสกุลใหม่ซะอีก พอถึงรุ่นแม่ก็อพยพกลับมาทริสทอร์อีกครั้งแล้วแต่งงานกับพ่อที่เป็น ‘ซาโดเรีย เดอะซอเซอเร่อร์’ เลยสืบประวัติกันยากหน่อย” กษัตริย์พระองค์ใหม่ ลูคัสสาธยายความเป็นมาของตัวเองยาวยืดแล้วเงียบไปเหมือนคิดถึงความหลัง


“แล้วไง” คนที่ไม่ได้เป็นญาติโยมอะไรกับใครเขาเร่งยิก นัยน์ตาสีน้ำเงินเป็นประกายด้วยความสนใจ


“แล้วพี่กับกษัตริย์วีเมย์ เอ่อ...” โรที่ชักมึนตึ้บกับการเรียงลำดับญาติโกโหติกาสะระตะไปมาอยู่ในหัวจนคิ้วขมวดผูกกันเป็นโบว์ถาม “หมายถึงท่านทวดวีเมย์ของผม แต่เป็นแม่ของทวดของพี่น่ะ มาเจอกันได้ยังไง ใช่ตอนที่ไฮคิงสั่งประชุมกษัตริย์ทั้งเอเดนที่เอดินเบิร์กเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่า”


“ไม่ใช่หรอก เป็นคราวที่ได้รับคำสั่งจากมหาปราชญ์ให้ออกติดตามหาพวกเฟรี่ให้เจอแล้วพาตัวกลับมาตะหาก โรรี่เองก็ติดกลุ่มไปกับเขาด้วยไม่ใช่เหรอ” ลูคัสยิ้มมากขึ้นแล้วเหลือบมองเจ้าหญิงสองดินแดนที่กำลังฉีกยิ้มกว้างพลางมองจานของว่างในมือเจ้าองครักษ์ (ที่ไม่เคย) พิทักษ์นายได้อย่างเจ้าโกโดม โคมุสกำลังยกมาถวาย ท่ามกลางสายตาสุดเซ็ง และสุดแสนจะเอือมระอาแต่ก็ยังรักอยู่ดีของเจ้าชายไอซ์ซี่ที่ยืนขนาบอยู่ข้างๆ อย่างขำๆ


“ตอนที่ลงไม้ลงมือกันนิดหน่อย คิลลี่ทำสร้อยร้อยแหวนที่ฉันห้อยคอไว้ขาดแล้วคงมีใครเห็นเข้า แต่ก็อีกนานพอดู จนอีกสามเดือนก่อนจะเรียนจบนั่นล่ะถึงมีคนจากราชสำนักทริสทอร์ติดต่อมา เพราะงั้น...”


กษัตริย์ลูคัสลากเสียงยาวขณะหันมามองหน้าโรที่เริ่มยิ้มไม่ออกด้วยท่าทางที่เสแสร้งแกล้งทำให้ดูน่ารักน่าสงสารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


“ต่อไปก็ช่วยรักหลานผู้น่าสงสารคนนี้ให้มากๆ ด้วยนะครับ ท่านน้า


...ท่านน้า?...


...นี่ฉันกลายเป็นน้าไปแล้วหรือ!...


ประโยคที่ได้ยินเล่นเอาท่านน้าชาเบรียนของท่านหลานลูคัสทำหน้าไม่ถูก จะหัวเราะก็ไม่ใช่ จะดีใจก็ไม่เชิง จะยิ้มก็ไม่เหมือน จะร้องไห้ก็ใกล้เคียง สมใจอดีตรุ่นพี่ที่ขึ้นชื่อนักหนาว่าชอบหาเรื่องแกล้งรุ่นน้องเป็นงานอดิเรก เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นราวนัดคิวกันไว้ ขนาดลอเรนซ์ยังยิ้มออกมาได้พลางส่ายหัวไปมา


...บรรยากาศสมัยอยู่ป้อมอัศวินกลับคืนมาอีกครั้ง...


“ถ้าอย่างนั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยกับกษัตริย์แห่งทริสทอร์พระองค์ใหม่” โรเวนยิ้มพลางยกถ้วยชาในมือขึ้นสูงแล้วค้างไว้ในท่าดื่มอวยพร


“ขอบใจ” ลูคัสถอนหายใจยาวแล้วพยักหน้ารับด้วยท่าทางเป็นการเป็นงานผิดกับที่เคยเห็นทุกครั้ง “จริงๆ แล้วฉันไม่ได้อยากรับตำแหน่งนี้นักหรอก แต่ทำไงได้ในเมื่อมีเพื่อนเป็นเจ้าชายตั้งสองคน ถ้าสิ่งนี้จะช่วยให้ฉันเข้านอกออกในวังหลวงที่เจมิไนกับแอเรียสได้ง่ายขึ้นล่ะก็...มันก็คุ้มแล้ว จริงมั้ยลอรี่


เหมือนมุขเก่าที่เอากลับมาเล่าใหม่ แถมยังใช้ได้ดีไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ แค่ได้ยินคำต้องห้ามที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีใครบังอาจพูดให้ระคายหูอีกแล้วเท่านั้น อดีตนักบวชผู้คุมกฎแห่งป้อมอัศวิน ลอเรนซ์ ดอร์น ถึงกับเลือดขึ้นหน้า มือขวากำมีดสั้นสีเงินเป็นประกายวาววับที่ไม่รู้ว่าแอบหลบเอาเข้ามาในงานได้ยังไงไว้แน่น


 “เลิกเรียกฉันด้วยชื่องี่เง่านั่นซะลูคัส ถ้าแกยังไม่อยาก...ปล่อย!!


ประโยคแรกเป็นการแผดเสียงใส่ซาตานคู่หูอย่างที่หลายคนเคยได้ยินเป็นประจำสมัยยังเรียนหนังสืออยู่ด้วยกัน แต่คำสุดท้ายนี่สิกลายเป็นการตวาดใส่เจ้าชายแห่งเจมิไนอดีตเสธ.ซ้ายประจำป้อมฯที่ตรงเข้ามายึดแขนลอเรนซ์ไว้แน่น


“ลอเรนซ์ ใจเย็น” โรเวนเอ่ย พยายามล็อกตัวนักบวชที่ตั้งท่าจะแผลงฤทธิ์ให้อยู่นิ่งๆ อย่างยากลำบาก “นั่น ลูคัส นี่ ทริสทอร์”


ถ้อยความเพียงสองคำที่ลอเรนซ์ถึงกับชะงัก


...นั่นสินะ...


...เพราะความเคยชินตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาแท้ๆ ทำให้ลืมตัว ลืมไปว่าเวลานี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพื่อนคู่หูคนเก่า แต่เป็น....


...ลูคัส ซาโดเรีย คาราคัส เดอะคิง ออฟทริสทอร์...


ลมหายใจของคนที่เป็นแค่เจ้าชายแห่งแอเรียสชะงักกึกพลางสะบัดมือให้หลุดออกจากการยึดไว้ของเจ้าชายแห่งเจมิไน นัยน์ตาสีอเมทิสต์มองตรงไปยังใบหน้าที่ยังแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มแล้วต้องกำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปในอุ้งมือเพื่อเรียกสติคืนมา


“และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉันยอมรับตำแหน่ง”


คราวนี้กษัตริย์ลูคัสเป็นฝ่ายบรรจงยิ้มใส่ตาเจ้าชายลอเรนซ์


เพราะการเป็นกษัตริย์ทำให้พูดคำว่า ‘ลอรี่’ ได้ง่ายขึ้นเยอะเลย เนอะ เห็นด้วยมั้ย ลอ...รี่


เพียงเท่านี้ก็เข้าใจจุดประสงค์ของอดีตซาตานตัวแอลแจ่มแจ้ง


...ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง


เมื่อเห็นลอเรนซ์สูดลมหายใจแรง กัดฟันแน่นจนกรามนูนเป็นสัน รวมถึงเปลวเพลิงสีม่วงในแววตาที่แทบจะแผดเผาทุกสิ่งให้ไหม้เกรียมได้ในพริบตา ทั้งโรเวนและโรก็เริ่มสอดส่ายสายตามองซ้ายแลขวาหาตัวช่วยที่ดีที่สุดที่ชื่อ ‘วีเมย์’ ที่จะช่วยยุติศึกระหว่างทริสทอร์กับแอเรียสให้คลี่คลายไปได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครเห็นว่าผู้ปกครองทริสทอร์เลยว่าทรงประทับอยู่ที่ใด


แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะเข้าขั้นเลวร้ายสุดยอด อยู่ๆท่าทางที่ไม่ต่างจากแมวที่ถูกยั่วโมโหจนหงุดหงิดเต็มที่แต่ก็จนปัญญาจะตอบโต้อะไรได้เพราะมีเส้นไหมบางๆ ที่เรียกว่า ‘ที่ต่ำที่สูง’ ล่ามไว้ก็หายไป ร่างสูงโปร่งค้อมศีรษะลงต่ำแสดงความเคารพเต็มพิธีการท่ามกลางความงุนงงของทุกคน


“ลอเรนซ์ โมนาโรค แห่งแอเรียส ขอถวายพระพรให้กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งทริสทอร์ทรงพระเจริญ”


ว่าแล้วก็เดินสะบัดหน้าจากไปง่ายๆ


“สงสัยฉันจะเล่นแรงไปหน่อย” กษัตริย์ที่เพิ่งได้รับการอวยพรเสียงอ่อยละม้ายคล้ายลูคัสเจ้าเก่า “ลอรี่ต้องโกรธมากแน่เลย เดี๋ยวฉันไปง้อหน่อยท่าจะดี”


“ไม่ต้องแล้วล่ะ” โรเวนถอนใจเฮือกขณะรับกระดาษแผ่นน้อยที่องครักษ์นำมาส่งให้พลางไล่สายตาไปตามตัวอักษรหนาหนักแกมหวัดเล็กน้อยที่ผู้เขียนคงรีบตวัดเส้นขณะจรดปลายปากกา


โรเวน


ฉันทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะกลับบ้าน ว่างๆ ก็มาเยี่ยมฉันที่แอเรียสแล้วกัน



   
ลอเรนซ์



“ถ้าฉันตามไปง้อที่แอเรียสจะโดนไล่ตะเพิดออกมามั้ย” ลูคัสถึงกับหน้าจ๋อยไปทันตาเมื่ออ่านจบ


“ก็นายนี่น้า” โรเวนถอนหายใจพลางส่ายหน้า “รู้อยู่ว่ารายนั้นไม่ชอบ ก็ยังไม่วายแกล้งได้แกล้งดี แกล้งได้ทุกทีไม่มีเลิก”


...เพราะงั้นหาวิธีง้อเอาเองเหอะ ไม่ยุ่งด้วยแล้ว...




แอเรียส


“พ่อ”


เจ้าชายรัชทายาทที่จากบ้านไปนานแผดเสียงลั่นคับปราสาทเป็นการประกาศการกลับมาพร้อมกับเสียงกระชากบานประตูเปิดดังโครมสนั่น เล่นเอากษัตริย์ริชาร์ดแห่งแอเรียสที่กำลังเพลินอยู่กับการเลือกอัญมณีมาทำเครื่องประดับชุดใหม่ถึงกับสะดุ้งสุดตัวจนทับทิมเม็ดงามสองสามเม็ดที่คัดแยกไว้กระเด็นตกหายไป


พระเนตรสีน้ำตาลทองไล่มองไปตามเสียงตกกระทบพื้นของเจ้าอัญมณีด้วยความเสียดาย หากไม่ว่าพระองค์จะทรงก้มมองเช่นไรก็ไม่พบสิ่งที่ต้องการ


...หาไม่เจอแฮะ แต่ช่างมัน คนมันรวยก็เงี้ย เดี๋ยวซื้อใหม่ก็ได้...


พอตัดพระทัยได้ก็เงยพระพักตร์ขึ้นเผชิญกับผู้มาใหม่ พอเห็นลูกชายสุดที่รักเดินหน้าบึ้ง ลงส้นเท้าโครมๆ เข้ามาใกล้ คนที่เชื่อว่าตัวเองเป็นพ่อที่ดีที่สุดในเอเดนก็รีบฉีกยิ้มเอาใจพลางอ้าแขนออกโอบคนตรงหน้าไว้ให้แน่ใจว่าไม่ได้ฝัน


“ลอเรนซ์ลูกพ่อ ในที่สุดก็กลับบ้านจนได้ ดีจริงๆ เดี๋ยวจะส่งจดหมายไปชวนบาโรกับเฮลด้า อืม... กาเบรียลด้วยก็ได้ หรืออาจจะพ่วงชามัลติดไปอีกคน ว่าสนใจไปเที่ยวเกาะสวรรค์ทะเลใต้กันมั้ย”


แต่แล้วความฝันอันเพริศแพร้วของกษัตริย์ริชาร์ดก็มีอันสลายเมื่อได้ยินเสียงกระซิบโหดๆ ของลูกชายคนโปรดที่ไม่รู้ว่าไปอารมณ์บูดมาจากไหนตอบกลับมา


“ยกตำแหน่งกษัตริย์แห่งแอเรียสให้ฉันก่อน แล้วอยากไปไหนก็ไป”

 

 

edit @ 8 Jun 2008 15:14:46 by Aries

2008/Jan/30

The kings’ heart




Neoaries and Jeserith



ทริสทอร์


...ที่นี่ช่างเงียบเหงาเหลือเกิน เมื่อไม่มีพวกเจ้า ริเรีย ไกอา...


ดวงเนตรสีดำสนิทราวท้องฟ้ายามรัตติกาลที่บัดนี้ดูอิดโรยไปตามเวลาที่ผันผ่านและชันษาที่เพิ่มพูนขึ้นของกษัตริย์วีเมย์ คาราคัส แห่งทริสทอร์ วูบไหวไปด้วยแรงสะท้อนจากอารมณ์ที่เก็บไว้ในส่วนลึกของพระราชหฤทัย ขณะทอดสายพระเนตรจากหน้าต่างที่ประทับส่วนพระองค์บนยอดปราสาทลงไปยังสถานที่ที่ก่อนหน้านี้เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนและเสียงหัวเราะ


ในอุทยานหลวงกว้างใหญ่เบื้องล่าง...


ชิงช้าเถาวัลย์ที่ผูกไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่เดิมเคยเป็นที่โปรดปรานของเด็กคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้ถูกปล่อยทิ้งให้แกว่งไกวไปตามสายลมอย่างเดียวดาย เช่นเดียวกับในลำธารสายเล็กข้างๆ ที่แต่ก่อนเคยมีกองทัพเรือจำลองลำน้อยที่สร้างจากกิ่งไม้ใบไม้ลอยวนอยู่ วันนี้ก็ว่างเปล่าลงอย่างน่าใจหาย ส่วนโต๊ะน้ำชาขนาดย่อมที่ถูกแปลงเป็นกระดานแปดคูณแปดกลายๆ ด้วยฝีมือเหล่าเด็กๆ ยังคงถูกทิ้งไว้อย่างเดิมเหมือนยังเล่นค้างเอาไว้


พระกรรณเหมือนแว่วเสียงกรีดร้องประสานกันกับเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ ดังมาจากที่ไกลๆ


สถานที่อันเปี่ยมล้นไปด้วยความทรงจำที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม ไม่ต่างจากเมื่อห้าสิบปีก่อน


กษัตริย์วีเมย์ทรงถอนพระทัยยาวยามคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นนานแสนนานมาแล้ว เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความทุกข์และสุขที่ยากจะหาคำใดเปรียบ หากเวลาย่อมมิต่างไปจากสายน้ำ เมื่อไหลผ่านไปย่อมมิอาจหวนคืนกลับมา


แม้พระทัยจะทรงคิดถึง แต่ก็มิอาจจะได้พบกันอีก ตลอดกาล...


เจ้าหญิงริเรีย คาราคัส พระราชธิดาองค์โต ผู้ผันตนจากเจ้าหญิงน้อยแห่งทริสทอร์ไปเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเวนอล...พระมารดาแห่งองค์จักรพรรดิวิลเลี่ยม โบแด็งที่สาม


และ


เจ้าชายไกอา คาราคัส มกุฎราชกุมารผู้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ กระทั่งคนทั่วไปเข้าใจว่ามีเพียงเจ้าหญิงริเรียพระองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นทายาทอันชอบธรรมในราชบัลลังก์ทริสทอร์


...ถ้าตอนนั้นแม่รั้งเจ้าไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้...


ริมพระโอษฐ์บางแย้มสรวลอย่างขื่นขมเมื่อระลึกถึงยามที่ราชโอรสองค์เดียว...ลูกชายที่ผู้เป็นแม่ตั้งความหวังไว้เต็มเปี่ยมว่าจะให้ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งทริสทอร์สืบต่อไปในอนาคตส่งข่าวกลับมาหลังจากได้ออกไปเร่ร่อนอยู่ภายนอกตามธรรมเนียมโบราณแล้วสักระยะ


.... “โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมาย และชั่วชีวิตนี้ลูกก็อยากเห็นทุกสิ่งด้วยตาตัวเองทั้งหมด”...


ถ้อยคำสั้นๆ ที่เขียนทิ้งไว้ในจดหมายที่พระองค์ยากจะลืมเลือน ทั้งที่ประโยคนั้นบอกใบ้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นทุกอย่างในอนาคต แต่พระมารดากลับเห็นเพียงว่าพระโอรสสนใจความเป็นไปต่างๆ รอบตัวซึ่งจะเป็นการดีเมื่อขึ้นครองราชย์จึงไม่ได้ทัดทานอะไร ปล่อยให้เดินทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ ได้ตามที่ประสงค์ แม้ว่าหลังจากนั้นพระองค์จะได้รับข่าวจากเจ้าชายไกอาน้อยลงจนเงียบหายไปในที่สุดก็ตาม 


จนกระทั่ง ถึงเวลาที่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนพระราชา เจ้าชายแห่งทริสทอร์ก็ไม่แม้แต่จะปรากฏกายหรือติดต่อบอกข่าวคราวใดๆ คล้ายกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ในราชวงศ์มาก่อน


ลงท้าย.....ความหวังที่กษัตริย์วีเมย์หมายพระทัยไว้ก็สลายไปราวถูกกระชากอย่างแรงจนสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝันอันแสนหวาน


ไม่ว่าจะพระราชธิดา หรือพระราชโอรส ทุกพระองค์ล้วนทิ้งให้กษัตริย์วีเมย์ต้องเดียวดาย


โดยเฉพาะยิ่ง เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนมีข่าวลับส่งมาถึงพระองค์ว่า เจ้าชายไกอา คาราคัส ทรงจากโลกนี้ไปแล้วอย่างสงบในฐานะสามัญชนธรรมดาคนหนึ่งในถิ่นชนบทแถบซูลู


แม้จะเคยทำพระทัยไว้แล้วก่อนหน้านี้ แต่ข่าวยืนยันการตายของลูกก็ทำให้หัวใจคนเป็นแม่แตกสลายได้ไม่น้อยกว่าคราวได้รับข่าวการสูญเสียสมเด็จพระราชินีริเรียแห่งเวนอล


ท่ามกลางความเศร้าโศกจนแทบจะทานทนไม่ไหว ยังมีประกายแสงเล็กๆ ที่คอยค้ำจุนลมหายพระทัยของกษัตริย์ผู้ชรานี้ไว้เมื่อได้รับคำยืนยันหนักแน่นว่า ‘ก่อนสิ้นพระชนม์เจ้าชายไกอาทรงสมรสกับหญิงชาวทริสทอร์ที่พำนักอยู่ในแกรนไลน์’


ฉะนั้น...


ทายาทของทั้งคู่ หรือ หลานย่าของพระองค์ คือ แสงสว่างและทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของทริสทอร์ในเวลานี้


แต่...


...ข่าวของทายาทผู้นั้นกลับกลืนหายเข้าไปในความมืดมากว่าสิบปี


จนกระทั่งอาทิตย์ที่แล้ว....


“...ฝ่าบาท ได้เวลาแล้วเพคะ...” เสียงนางกำนัลคนสนิทเข้ามากราบทูลเบาๆ ขณะที่นายทหารองครักษ์เปิดบานประตูด้านข้างออก


กษัตริย์วีเมย์หมุนพระองค์กลับมาพลางพยักพักตร์รับรู้ ริมโอษฐ์ปรากฏรอยแย้มสรวลบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดได้เห็นมานานแล้วก่อนจะย่างพระบาทออกไปจากห้อง


...ในที่สุดสวรรค์ก็ประทานรางวัลให้กับความหวัง ความมุ่งมั่น และศรัทธาของพระองค์...




....................................... ........................




เจมิไน


ถึง ลอเรนส์ โมนาโรค ลูกรัก


เมื่ออาทิตย์ก่อนทางราชสำนักทริสทอร์ได้ประกาศแต่งตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นสืบต่อจากกษัตริย์วีเมย์ที่ทรงชราภาพมากแล้ว เลยมีหนังสือเชิญมายังแอเรียส พร้อมบรรดากษัตริย์อีกยี่สิบสามประเทศทั่วเอเดน และหนึ่งเดมอส ให้มาร่วมเป็นสักขีพยานแสดงความยินดีกับกษัตริย์องค์ใหม่ที่ตอนนี้ถือว่าเป็นกษัตริย์ที่อายุน้อยและรูปหล่อที่สุดในเอเดน


ดูสิ...ดู...ดูนะ ทั้งที่รู้ทั้งรู้อยู่ว่าตัวเองเด็กสุด (มันก็ต้องหล่อที่สุดอยู่แล้ว) ยังจะมีหน้ามาเขียนย้ำประกาศศักดาให้เจ็บใจเล่นอีกว่าเป็นกษัตริย์ที่อายุน้อยที่สุดในเอเดน รู้มั้ย...กว่าข้าจะกัดฟันเขียนประโยคนี้ให้จบได้ก็เล่นเอาแทบคลั่ง ดูทำเข้า แบบนี้ข้ารับไม่ด๊าย... ข้ารับไม่ได้เด็ดขาด ไอ้เด็กนั่นมันหาว่าข้าแก่ (แถมขี้เหร่) ชัดๆ


ได้... ในเมื่ออยากหาว่าข้าแก่ดีนัก คนแก่อย่างข้าก็จะไม่ไปเสนอหน้าให้เสียพลังงานแถมเปลืองแคลอรี่ไปโดยเปล่าประโยชน์เพื่อไอ้เด็กอวดดีนั่น ดังนั้น ข้า ริชาร์ด โมนาโรค กษัตริย์แห่งแอเรียส ขอสั่งให้ เจ้าชายลอเรนซ์ โมนาโรค ว่าที่มกุฎราชกุมาร ไปร่วมงานบ้าๆ นั่นตามบัตรเชิญที่แนบมา ไม่ว่าเจ้าจะสมัครใจไปหรือไม่ แต่คำขาดของข้าคือ ต้องไป (ย้ำ.. ต้องไป แล้วประกาศให้ทั้งเอเดนรู้ด้วยว่า อีกไม่นานแอเรียสก็จะมีกษัตริย์องค์ใหม่ที่อายุน้อยไม่แพ้กัน แต่หล่อกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า...ก็ลูกข้านี่นา จริงมั้ย!)


ส่วนเจ้ากษัตริย์หน้าใหม่นั่นก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ก็คนเคยเห็นหน้ากันบ่อยๆ สมัยอยู่ป้อมอัศวินนั่นแหละ หนอย! รู้งี้ตอนนั้นข้าน่าจะจ้องหน้าหาเรื่องมันสักทีสองทีก่อนที่เจ้านั่นจะรับตำแหน่งก็ดี


ปล. งานนี้ถือเป็นงานเปิดตัวเจ้าชายแห่งแอเรียส ทำให้ดีๆ อย่าให้ขายหน้ามาถึงข้าล่ะ แล้วก็หมดเวลาเที่ยวแล้ว รีบๆ กลับบ้านมาช่วยงานข้าได้แล้ว ข้าจะได้ไปเที่ยว



กลับมาบ้านได้แล้วพ่อรอเจ้าเสมอ


รัก


ลงชื่อ ริชชี่ พ่อที่ดีที่สุดในเอเดน


ครั้งแรกที่รับจดหมายมาถือไว้ ใบหน้าราวรูปสลักที่เคยนิ่งเฉยก็ปรากฏความหวาดระแวง หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำยามเห็นชื่อของใครบางคนบนจดหมาย แต่พอดวงตาสีอเมธีสต์ไล่มองไปตามตัวหนังสือบนหน้ากระดาษจนสุดใจความ หัวใจมันก็แทบจะระเบิดออกมาด้วยความซาบซึ้งสุดขีดกับความรักของพระชนก


...ตาแก่ วันๆ ถนัดแต่หาเรื่องปวดหัวให้คนอื่น ขนาดหนีมาถึงนี่แล้วยังตามมารังควานอีก...


มือของลอเรนซ์กำจดหมายแน่นจนเรียกได้ว่าขยำ ในใจคิดหมายจะปาสิ่งนั้นลงถังขยะแล้วแกล้งทำเป็นไม่สนใจอยู่เชียว หากไม่มีเสียงของใครบางคนร้องห้ามเอาไว้


“บัตรเชิญนั่น นายจะทิ้งไปหรือ” เสียงทักเบาๆ ดังมาจากคนนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ นัยน์ตาสีน้ำเงินจับจ้องอยู่เงียบๆ พร้อมรอยยิ้มขันเมื่อเห็นอาการกระตุกจนมือไม้สั่นของอดีตเพื่อนร่วมสภาสูง


“ถ้านายทำแบบนั้นจะถือว่าไม่ให้เกียรติทริสทอร์รู้ไหม...เจ้าชายลอเรนซ์” เสียงทักท้วงที่ยังกลบรอยหัวเราะได้ไม่สนิทดีดังขึ้นอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มละไม โลโก้ประจำของเจ้าตัวที่จะขาดเสียมิได้ของเจ้าชายโรเวน ฮาเวิร์ด อดีตเสนาธิการแห่งป้อมอัศวิน


“แล้วมันเรื่องอะไรของเจมิไน” ลอเรนซ์สวนกลับทันควันอย่างหัวเสีย ใบหน้าที่เวลานิ่งเฉยก็เรียกได้ว่างดงามดีอยู่ หากยามนี้กลับบึ้งสนิทจนดึงความงามลดลงไปถึงหนึ่งจุด


...ให้มันได้อย่างนี้สิ ไม่น่ามัวแต่โล่งใจเลยที่จู่ๆ เจ้าซาตานที่ชอบทำตัวเป็นผีเกาะหลังได้หายไปจากชีวิต จนหลวมตัวยอมให้ลากตัวมาช่วยงานที่เจมิไนได้ง่ายๆ ทำให้ต้องติดแหง็กอยู่ที่นี่เกือบสองเดือน เฮ้อ..... สุดท้ายตาแก่เลยตามตัวจนได้สิน่า...


“ที่บอกนี่เพราะเป็นห่วงหรอกน้า...” โรเวนลากเสียงยานคางอย่างจงใจล้อเลียน “ถ้าเดาไม่ผิด คิงริชาร์ดคงสั่งให้นายไปร่วมงานแทนใช่ไหมล่ะ แล้วก็คงมีคำสั่งอะไรประหลาดๆ ให้ทำเพิ่ม”


“แล้วมันเรื่องอะไรของเจมิไน” ลอเรนซ์ยังย้ำคำถามเดิมด้วยเสียงที่ไม่พยายามแม้แต่จะปิดบังความโกรธสักนิด


“ถูกต้อง มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเจมิไน ยิ่งถ้าแอเรียสมีปัญหากับทริสทอร์ก็ถือได้ว่าเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศรอบข้าง” น้ำเสียงจริงจังผิดจากเดิมของโรเวนเรียกให้ดวงตาสีอเมธีสต์เบือนลงมองบัตรเชิญเจ้าปัญหาในมืออีกครั้งพลางตัดสินใจเก็บมันเข้าไปไว้ในกระเป๋าเสื้อ


“ดีแล้ว ยังงั้นสิ” เจ้าชายโรเวนแย้มยิ้มพราย นัยน์ตาสีน้ำเงินฉายแววอบอุ่นที่หลายคนซึ่งรู้จักเจ้าชายผู้นี้ดีเรียกว่า ‘บ่วงบาศ’...บ่วงที่เอาไว้ใช้จับเหยื่อรอบกาย


“ก็แค่ไม่อยากให้คิงริชาร์ดแห่งแอเรียสตามมาอาละวาดถึงเจมิไนนี่ก็เท่านั้น” ลอเรนซ์ไหวไหล่พลางตอบส่งๆ แล้วก้าวเท้าออกจากห้อง แต่ขณะประตูกำลังจะปิดลงก็มีเสียงแว่วมากระทบหู


“ขอบใจที่เตือน เจ้าชายโรเวน”


รอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าชายแห่งเจมิไนอีกครั้ง


...เจ้าชายแห่งแอเรียสคนนี้ เห็นทีต้องระวังหน่อยแล้ว...




....................................... ........................





ทริสทอร์


สายลมอ่อนพัดไปตามทิวเขาและยอดหญ้า ท้องฟ้ากระจ่างใส ปุยเมฆสีขาวลอยเด่นเป็นรูปร่างตามแต่จินตนาการ อาทิตย์สาดแสงเรื่อเรืองปริ่มขอบฟ้าบดบังรัศมีจันทราในยามเช้า พร้อมเสียงวิหคร้องขับขานกล่อมบทเพลงแห่งวันใหม่ต้อนรับเหตุการณ์สำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์


...พระราชพิธีบรมราชาภิเษกแห่งทริสทอร์...


ดินแดนแห่งมนตร์ดำ ศาสตร์ลึกลับซึ่งซ่อนกายอยู่ภายใต้แนวเขาและทิวป่าสน ดินแดนลึกลับที่น้อยคนนักจะย่างกรายผ่านไปมา


ทว่าในวันนี้ ดินแดนแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมเพรียงกันมาเพื่อร่วมแสดงความยินดีให้แด่กษัตริย์องค์ใหม่แห่งทริสทอร์


ธงแห่งอำนาจสีเขียวอ่อนขลิบขอบสีทองอร่ามสัญลักษณ์ประจำนครทริสทอร์บนยอดปราสาทโบกสะบัดไปตามสายลมให้เห็นเด่นเป็นสง่าเพื่อต้อนรับเหล่าราชอาคันตุกะทั่วทั้งยี่สิบสามประเทศในเอเดน และอีกหนึ่งเดมอส ดินแดนเจ้าของพันธสัญญา




ณ อุทยานกว้างภายในตัวปราสาทถูกดัดแปลงใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในการรับรองเหล่ากษัตริย์ จากเดิมที่เคยรกร้างว่างเปล่า บัดนี้ทั้งอุทยานกับสะพรั่งไปด้วยดอกไม้หลากหลายสีสันทั้งในและนอกฤดูแข่งขันกันเบ่งบานประชันความงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบรรดาสุภาพสตรีสูงศักดิ์ทั้งหลายที่ต่างเติมแต่งตนเองให้งดงามเพื่อรอเข้าเฝ้ากษัตริย์พระองค์ใหม่ที่พระชันษาน้อยที่สุดในเอเดน


“ทริสทอร์”


เสียงเข้มดังแว่วลอยมาจากเจ้าชายแห่งเจมิไนผู้มาร่วมงานแทนกษัตริย์เซธ พระบิดา ขณะกวาดสายตามองไปรอบๆ “เป็นครั้งแรกที่ได้มาเลยนะนี่ นายก็เหมือนกันใช่ไหม”


“อือ” ลอเรนซ์ที่ถูกโรเวนลากติดมาด้วยตอบกลับแบบขอไปที ในใจเอาแต่นึกทบทวนไปมาถึงใจความที่ระบุไว้ในจดหมาย


... ‘ส่วนเจ้ากษัตริย์หน้าใหม่นั่นก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ไหน ก็คนเคยเห็นหน้ากันบ่อยๆ สมัยอยู่ป้อมอัศวินนั่นแหละ’....


...รู้จักกันมาก่อนอยู่แล้ว จากป้อมอัศวินงั้นรึ... ลอเรนซ์คิด ...ถ้าเป็นป้อมอัศวิน คนที่เข้าข่ายที่สุดคงไม่พ้นหมอนั่น...


ปีศาจจากทริสทอร์...


...โร เซวาเรส...


ถ้อยคำตอบในความคิดที่ดูเหมือนจะลงตัวที่สุด ในบรรดาคนทั้งป้อมฯที่เขารู้จักมีผู้มาจากทริสทอร์อยู่เพียงหยิบมือ และที่ดูเข้าเค้ามากที่สุดคงไม่พ้นผู้ที่ได้รับฉายาขอทานจากทริสทอร์ ขอทานที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่กลับเต็มไปด้วยปริศนาภายในตัวมากมาย


ทว่า...


“เจ้าชายชาเบรียน โบแด็ง ตัวแทนแห่งเวนอลเสด็จ”


เสียงแตรใหญ่ประโคมดังเลื่อนลั่น พร้อมเสียงมังกรกระพือปีกหลายสิบตัวดังก้องน่านฟ้า แล้วถลาลงสู่พื้นเบื้องล่างภายในเขตพระราชวัง ก่อนร่างสง่าของใครบางคนจะตวัดตัวลงจากหลังมังกรสีเหลืองนวลอย่างคล่องแคล่วให้เห็นหน้าตาของผู้มาใหม่อย่างชัดเจน


จากอดีตรุ่นน้องขอทานนาม โร เซวาเรส ผู้เข้าข่ายจะได้เป็นรัชทายาทแห่งทริสทอร์กำลังเดินลงจากหลังมังกรจันทราในในชุดมกุฎราชกุมารแห่งเวนอลเต็มพระยศ พร้อมพระนามเดิมที่เคยทิ้งไป


...เจ้าชายชาเบรียน โบแด็ง แห่งเวนอล...


“ถวายพระพรฝ่าบาท” เจ้าชายชาเบรียนผู้ซึ่งเป็นตัวแทนจักรพรรดินีแห่งเวนอลถวายความเคารพแด่กษัตริย์วีเมย์ พลางปรบพระหัตถ์ออกคำสั่งให้ผู้ติดตามนำของกำนัลเข้ามาถวาย


กษัตริย์วีเมย์เพียงพยักพักตร์รับ “ไม่พบกันเสียนาน เจ้าและน้องยังสบายดีใช่ไหม”


“ขอบพระทัยที่ทรงเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมและน้องสบายดี”


“ข้าขอโทษเรื่องพันธสัญญานั่น มันอาจทำให้เจ้าวางตัวลำบากไปสักพัก หากไม่พอใจ อยากจะกลับมายังทริสทอร์แห่งนี้ กลับมาตามพันธสัญญาที่ผูกพันเจ้าไว้ดังเดิม ข้าก็มิขัดขวาง”


“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ หากตอนนี้กระหม่อมมีความสุขดีแล้ว แม้จะต้องปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง แต่กระหม่อมเชื่อว่าเวลาจะสามารถช่วยได้”


กษัตริย์แห่งทริสทอร์ทรงแย้มพระโอษฐ์แล้วยกพระหัตถ์ขึ้นลูบเกศาสีชาของเจ้าชายแห่งเวนอลอย่างอ่อนโยน “หากเหนื่อยเมื่อใดก็กลับมาอยู่ที่นี่ได้ ทริสทอร์แห่งนี้ยินดีต้อนรับเจ้าเสมอ ชาเบรียน”


“เป็นพระกรุณายิ่งแล้ว”


จบจากการทักทายกับกษัตริย์วีเมย์ เจ้าชายชาเบรียนก็ดำเนินเข้ามาในงาน ดวงเนตรสีมรกตกวาดมองสภาพโดยรอบที่ในอดีตเคยนึกกลัว และไม่ประสงค์จะกลับมายังที่นี่อีก หากยามนี้เมื่อกลับมาอีกครั้งกลับทรงรู้สึกอิ่มเอิบใจอย่างประหลาด ก่อนที่สายพระเนตรสะดุดเข้ากับสองรุ่นพี่คนสำคัญจากป้อมอัศวิน   


เมื่อหันมาเห็นรุ่นพี่คนสำคัญของป้อมฯเข้า เจ้าห้องสมุดเคลื่อนที่ก็ฉีกยิ้มกว้างตามสไตล์เหมือนสมัยอยู่โรงเรียนมาให้พร้อมคำทักทาย หากยังคงธรรมเนียมชาววังเอาไว้บ้าง


“ไม่ได้พบกับซะนานเลย เจ้าชายโรเวน เจ้าชายลอ...”


“เรียกเหมือนเดิมเถอะ” ลอเรนซ์ที่ไม่ค่อยใส่ใจกับพิธีรีตองตัดบทง่ายๆ เมื่อดูท่าทีแล้วเจ้าขอทานคงจะสารยายตามธรรมเนียนอีกยาวจนไม่ต้องคุยกันพอดี


“ตกลงครับ” อดีตขอทานกำมะลอแห่งทริสทอร์ที่ยังยิ้มไม่เลิกพยักหน้ารับหลังจากเห็นว่าโรเวนพยักหน้าอนุญาตแล้ว


“นาย...” โรเวนขมวดคิ้วมองไปที่บัตรเชิญในมือโร


“อย่างที่พี่เห็น” โรยักไหล่ นัยน์ตาสีมรกตวาววับเหมือนกำลังหัวเราะอยู่ในดวงตา “อยู่ๆ ก็มีทูตจากทริสทอร์มาขอพบวิเวียนพร้อมอัญเชิญลายพระหัตถ์กษัตริย์วีเมย์ กล่าวถึงเรื่องขอยกเลิกสัญญาที่เวนอลต้องส่งมอบรัชทายาทให้แก่ทริสทอร์ทั้งหมด พร้อมทั้งให้ราชสกุลโบแด็งทุกพระองค์ปกครองเวนอลต่อไปเป็นปรกติ แล้วก็แนบบัตรเชิญนี่มาด้วย”


“งั้นรึ”


พอคนที่คิดว่าใช่กลับไม่ใช่ ลอเรนซ์ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้งเพื่อค้นหาคนอื่นๆ ที่เคยอยู่ป้อมอัศวินมาด้วยกัน “แล้วกษัตริย์องค์ใหม่ของทริสทอร์เป็นใคร” เขาเปรย สายตายังคงมองหาคนที่เข้าเค้าตามคำบอกใบ้ในจดหมาย แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงที่แสนคุ้นเคย เสียงที่ไม่น่าจะได้ยินที่นี้


...เขตพระราชฐานแห่งทริสทอร์...


“ฉันเอง”


!!!


!!!!!


!!!!!!!!


“พี่ลูคัส!”


เสียงโร เซวาเรสบอกชัดว่าตกใจระคนพิศวงที่หันมาเห็นรุ่นพี่อีกคนในชุดเสื้อคลุมตัวใหญ่ หนา หนัก ชายยาวระพื้น ที่สำคัญอย่างยิ่งปักตราประจำองค์กษัตริย์แห่งทริสทอร์อย่างที่เคยเห็นกษัตริย์วีเมย์ทรงเป็นประจำ


“ถ้านับญาติกันแล้ว เราสองคนไม่ใช่พี่น้องกันหรอกนะ” ลูคัสส่งยิ้มให้ญาติตัวเองก่อนแจกจ่ายไปเผื่อเพื่อนฝูง พอเห็นว่าทั้งสีหน้าและดวงตาของโรเวนเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง ขณะที่เพื่อนคู่หูที่สนิทที่สุดในป้อมอัศวินก้าวถอยหลังออกไปห่างๆ เหมือนไม่ไว้ใจ ลูคัสก็ถอนใจยาว


“ด้านนอกคนเยอะ เข้าไปคุยข้างในกันดีไหม” 

 

edit @ 30 Jan 2008 10:58:27 by Aries

edit @ 8 Jun 2008 15:15:36 by Aries