บทนำ: หนึ่งหัวขโมย หนึ่งราชาและสองผู้ผ่านมากับพายุ
....................................... ....................................... .....
ยามเช้า....แสงสีทองของดวงตะวันทอประกายระเรื่อครอบคลุมทั่วผืนฟ้า มวลหมู่วิหคบินร่อนไปมาส่งเสียงร้องขับขานต้อนรับวันใหม่ที่มาถึง บนปลายยอดเสาสูง ผืนธงสีม่วงขนาดใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์แห่งโรงเรียนพระราชาโบกสะบัดไปตามสายลมเคียงข้างด้วยธงสีน้ำเงินลายมงกุฎของปราสาทขุนนาง ธงสีแดงลายดาบของป้อมอัศวิน ธงสีขาวลายคทาของปราการปราชญ์และธงสีดำลายแหวนของแผ่นดินประชาชน
ณ ยอดปราสาทเอดินเบิร์ก
“วันนี้อากาศดีจริง ถ้าเป็นแบบนี้ได้ทุกวันคงจะดีไม่น้อย” เสียงเอ่ยเนิบๆระคนอารมณ์รื่นเริงดังขึ้นจากหัวหน้าตระกูลเดอเบอโรว์...มาดัส เดอะทีฟ ออฟบารามอส ผู้ที่ไม่รู้ว่าลมทะเลใต้อะไรพัดมาถึงที่แห่งนี้ได้
มือใหญ่เอื้อมไปข้างหน้าเพื่อขยับหมากควีนในแดนตนเข้ารุก สายตาคมกริบเหลือบมองไปยังผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่ยังนั่งตีหน้านิ่งพลางขยับหมากคิงหนีอย่างเงียบเชียบเรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าของคนอยากแกล้ง
“แต่ดูท่าท่านจะชอบกลิ่นคาวเลือดมากกว่านะ ปริ๊นซ์...ไม่สิ ตอนนี้ฉันต้องเรียกท่านว่าคิงชามัล”
“มาดัส เดอเบอโรว์!!” สุรเสียงเข้มตะเบ็งลั่น วรองค์ค่อนข้างผอมลุกพรวดขึ้นจากพระเก้าอี้ ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนจ้องสบตาอีกฝ่ายไม่กระพริบอย่างไม่ยอมแพ้ แม้บุคคลตรงหน้าจะได้ชื่อว่าเป็นพระสหายของไฮคิงที่สวรรคตไปแล้วก็ตาม แต่พระองค์เองกลับทำพระทัยให้ชอบไม่ลง โดยเฉพาะนิสัยขี้เล่น รักสนุกจนเกินปรกติชนของชายผู้นี้
“นี่...สงสัยข้าจะทำให้คิงแห่งบารามอสทรงพระยัวะขึ้นมาซะแล้ว ว้า” มาดัสยิ้มโยยวนกวนประสาทอย่างเคย ผิดกับสีพระพักตร์ของคิงชามัลที่ยังคงเคร่งเครียดกับประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ สุดท้ายก็เบือนพักตร์หนีเอาดื้อๆโดยไม่ยอมต่อความเหมือนทุกครา
“....ดูท่าท่านจะชอบกลิ่นคาวเลือดมากกว่าสินะ....”
คำพูดเพียงไม่กี่คำที่ราวกับปลายหนามแหลมคมทิ่มแทงเข้าไปในพระทัย วันเวลาในอดีตที่เพิ่งผ่านไปย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิดอีกครั้ง ย้ำเตือนถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทำให้แก่เอเดนและเดมอส
....สิ่งที่เอเดนไม่ต้องการ....
....ข้าเป็นคิงแล้วจะดีจริงหรือ ท่านพี่...
“นึกเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้น่า”
เสียงอ่อนโยนดังขึ้นหยุดความคิดของกษัตริย์แห่งบารามอส ทว่ายังไม่ทันจะได้ตรัสสิ่งใด.....พายุขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้าชนปราสาทเอดินเบิร์กที่ทั้งสองกำลังเดินหมากกันอยู่
โครม!!
ปราสาทกว่าครึ่งหลังพังทลายลงมาจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมให้ได้เห็น ฝุ่นควันตลบไปทั่วบริเวณ แต่ด้วยอำนาจเวทของมหาปราชญ์แห่งเอเดน...เลโมธี ที่ได้กางอาณาเขตครอบโรงเรียนแห่งนี้ไว้ทำให้สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น ต่างกับอาการหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มของเหล่านักเรียน คณาจารย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นและที่เพิ่งกระโจนหลบออกมาจากตัวอาคารที่ทรุดลงมา รวมทั้งหนึ่งหัวขโมย หนึ่งพระราชาที่ยอมสละเวลาอันมีค่ามาร่วม ‘งานคืนสู่เหย้า’ ที่บัดนี้สถานที่จัดงานพังราบเป็นหน้ากลองด้วยแรงพายุ
“เกิดอะไรขึ้น!” สุรเสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากกษัตรีย์แห่งอเมซอน ดวงเนตรสีมรกตจ้องเขม็งไปยังปราสาทเอดินเบิร์กที่ตอนนี้อยู่ในสภาพคล้ายๆ ซากปรักหักพังของเมืองโบราณก่อนจะสะดุดตาเข้ากับบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ซากนั้น
“โอย...เจ็บ เจ็บ” เสียงทุ้มครางเบาๆ ก่อนจะเริ่มบริกรรมคาถาเพื่อทลายสิ่งที่หล่นลงมาทับให้กลายเป็นผุยผงในบัดดล
“ไหนนายบอกให้ฉันใช้เวทนั้นอีกครั้งแล้วจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กพวกนั้นไง”
เจ้าของเสียงทุ้มบ่นแบบไฮสปีดรวดเดียวจบเหมือนไม่ต้องการให้ใครพูดแทรก มือใหญ่ได้รูปยกขึ้นเสยเส้นผมยาวสีดำที่ลงมาปรกระใบหน้าแล้วรวบผมทั้งหมดมัดให้เข้าที่ ดวงตาสีน้ำตาลทองพยายามมองไปรอบๆ พลางคลี่ขยับริมฝีปากเรียกชื่อของอีกคนที่มาด้วยกันแต่กลับไร้เสียงตอบรับให้ได้ยิน
ลงท้ายก็เจ้าตัวสบถพรืดแล้วทรุดร่างลงเข้ารื้อเศษไม้ แผ่นอิฐที่กองสุมระเกะระกะใกล้ๆตัวออกก่อนจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นเงาร่างของคนบางคนปรากฏขึ้นทางด้านหลัง
“ไอ้การส่งเสียงบอกหน่อยเนี่ย มันจะทำให้แกตายเร็วขึ้นมั้ยหา วิล” ชายหนุ่มเจ้าของผมสีดำกระชากเสียง ดวงตาสีน้ำตาลทองฉายแววเกรี้ยวกราดตวัดมองชายผมสีทอง นัยน์ตาสีเขียวมรกตอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไร
....เกลียดนักล่ะกับไอ้ท่าทางที่ดูเรื่อยๆ เฉื่อยๆ แต่ดูอบอุ่นของมันที่ปนอยู่กับความไม่น่าไว้วางใจยังไงบอกไม่ถูก ทั้งยังชอบกวนบาทาเขามากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่ไอ้ริมฝีปากคู่นั้นแย้มรอยยิ้มแล้วเอ่ยช้าๆ....
“ถ้าทำแบบนั้น ฉันก็อดเห็นปฏิกิริยาของนายน่ะสิ”
คำตอบที่ได้รับเล่นเอาเจ้าหนุ่มผมดำถึงกลับกัดฟันกรอด แต่ยังมิได้ขยับทำสิ่งใด สุรเสียงหวานของกษัตริย์แห่งอเมซอนก็ตรัสแทรกขึ้นมา
“วิลเลี่ยม ริชาร์ด”
สุรเสียงทรงอำนาจตรัสเรียกชื่อสหายอย่างงุนงง ในพระทัยยังทรงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกลับการปรากฏตัวของสองบุคคลที่ไม่น่าจะมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้ ในเมื่อหนึ่งนั้นได้จากไปแล้วยังที่ไกลแสนไกล ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือกษัตริย์แห่งแอเรียสองค์ปัจจุบันที่เมื่อครู่กำลังสนทนาอยู่กับพระองค์และกษัตริย์บาโร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากสองบุรุษปริศนาปรากฏขึ้นไม่นานนัก
“ไง เฮลด้า ไม่เจอกันไม่เท่าไร สวยขึ้นเยอะเลย” ชายหนุ่มนามริชาร์ดเริ่มต้นเจรจาอย่างอารมณ์ดี มือได้รูปยกหัตถ์บางของสตรีตรงหน้าขึ้นจุมพิตพร้อมโปรยรอยยิ้มหวานให้กับบรรดาสาวๆ ที่ยืนรายล้อมอยู่ข้างหลังให้ได้เคลิ้ม
ทว่า!!...คนถูกทักกลับไม่รู้สึกเคลิ้มตาม ดาบเล่มเล็กในหัตถ์บางตวัดวูบเข้าที่ลำคอคนนิสัยเสียเสมอ
“นายเป็นใคร”
“ริชาร์ด เบิร์คลี่ย์ เดอะวิซาร์ด ออฟแอเรียส” เสียงชายหนุ่มนามวิลเลี่ยมดังแทรกขึ้น มือใหญ่ยกขึ้นดันคมดาบให้ถอยห่างจากลำคอสหายที่มาด้วยพลางฉีกยิ้มกว้างแล้วโน้มศีรษะลงถวายพระพร “ส่วนกระหม่อม วิลเลี่ยม กรีน เดอะวากาบอนด์ ออฟทริสทอร์พะยะคะ...คิงเฮลด้า คิงบาโร”
“คิงบาโร คิงเฮลด้า” เสียงของหนึ่งพ่อมด
และ....
“วิลเลี่ยม ริชาร์ด” อีกสองเสียงจากสองกษัตริย์
ทั้งสามเสียงดังขึ้นพร้อมๆกันอย่างงุนงงไม่แพ้เหล่าเอดินเบิร์กมุงทั้งหลายในละแวกนั้นก่อนสายตาทุกคู่จะพร้อมใจกันหันขวับไปจ้องหน้าคนที่คิดว่ามันรู้แน่ๆ กันเป็นตาเดียว
นักพเนจรแห่งทริสทอร์แย้มรอยยิ้มกว้าง ดวงหน้าเบือนไปทางพ่อมดมหัศจรรย์ “ที่นี่ไงคำตอบที่นายต้องการ ริช”
ริชาร์ดเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ดวงหน้าคมคายเหลียวมองไปรอบๆ อย่างพินิจพิจารณา แม้ผู้คนและสถานที่รอบข้างจะดูแปลกตาไปบ้าง แต่บางส่วนก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากสถานที่ที่พวกเขาเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข...โรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก
“ที่นี่...” ริชาร์ดหันมาสบตากับวิลเลี่ยมอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อไป อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับอย่างรู้สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะถาม พร้อมเสียงกรีดร้องของผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอดินเบิร์ก
“ม่ายยยย ปราสาทช้านนนนนนนนนนนน”
edit @ 24 Sep 2008 21:09:27 by Aries