2008/Sep/25

....................................... ..........................
บทที่หนึ่ง: อาตี้คิอัส และ โรวีดิอัส
....................................... ..........................



“มีข่าวใหญ่ ข่าวด่วน ข่าวร้อน ข่าวฮอตฮิตติดชาร์ต ข่าวสำคัญมากกกกก มาบอกจ้า” เสียงเจ้าคนประกาศข่าวอันดับหนึ่งแห่งเอเดนแหกปากตะโกนอยู่ลั่นๆ พลางโปรยกระดาษใบน้อยนับพันๆ ใบให้ปลิวกระจายไปทั่ว


ชั่วเวลาไม่ถึงครึ่งอึดใจ....การทะเลาะ ตบตี แย่งชิง ยื้อยุดฉุดกระชากลากถูก็บังเกิดขึ้น แผ่นใบปลิวจำนวนมากถูกเก็บเกลี้ยงไม่เหลือหรอ มีเพียงใบเดียวเท่านั้นที่ติดไว้บนบอร์ดประกาศข่าวของทางราชการที่ยังไม่มีใครคิดจะขโมยแม้จะคันไม้คันมืออยากได้มากขนาดไหนก็ตาม




ใบประกาศ No.1

ศึกหมากกระดานซุปเปอร์อัครอภิมหาเกียรติยศ : เอเดน-เดมอส VS แซงค์ทัวรี่
ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องเข้าร่วมเป็นเกียรติในศึกใหญ่
ระหว่าง
บรรดานักรบผู้กล้าแห่งเอเดน-เดมอส ปะทะกับ ผู้มาเยือนที่เป็นถึงเหล่าเซนต์แห่งเทพีอาเธน่า
ณ ลานประลอง โรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก
วันที่ 29 กุมภาพันธ์  ED 2523
ค่าบัตรผ่านประตู 1999 คราวน์ จำหน่ายก่อนวันงาน 3 วัน ที่สำคัญ...ขายหมดแล้วหมดเลย!!!


ปล. เนื่องจากบัตรมีจำนวนจำกัด โปรดนำแผ่นโฆษณาที่อยู่ในมือท่านตอนนี้พร้อมเงินค่าบัตรไปเป็นหลักฐานในการซื้อด้วย




“ไม่จริงงงงงงงง” เสียงเหล่าผู้คนที่พลาดโอกาสจากศึกแย่งชิงแผ่นโฆษณากรีดร้องกันอย่างทุรนทุราย หยาดน้ำตาใสๆ ไหลรินสู่พื้น คนบางกลุ่มถึงกับเริ่มอาละวาดอย่างแสนเสียดาย


“นี่ๆ นายน่ะ” เสียงเข้มเอ่ยทัก มือหนาภายใต้ผ้าคลุมตัวยาวรุ่มร่ามแถมหนาเตอะจนปิดบังทุกส่วนของร่างกายไว้หมดสะกิดเรียกชายหนุ่มที่ลงไปนอนดิ้นพราดๆ อยู่กับพื้นให้รู้สึกตัว แต่พออีกฝ่ายหันขวับมาถลึงตาใส่แบบชวนหาเรื่องสุดๆ คนเรียกก็ถึงกับชะงักแล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อสงบสติอารมณ์ก่อนตัดสินใจถามต่อ


“สนใจมั้ย”


“ฮ้า.......”
 

ตะลึง!!


ภาพที่ถึงกับทำให้ชายหนุ่มที่เพิ่งลงไปดิ้นกับพื้นเมื่อครู่ถึงกับชะงัก ในเมื่อสิ่งที่ปรากฏอยู่ในมือชายลึกลับสวมผ้าคลุมคือ แผ่นโฆษณา ที่เขาปรารถนาจะได้มันมากที่สุดในขณะนี้!!!


ชายหนุ่มกระโจนพรวด เอื้อมมือขึ้นหมายคว้าเอาสิ่งที่ต้องการ หากแต่อีกฝ่ายกลับเบี่ยงตัวหลบไปเสียอย่างนั้น เล่นเอาคนที่พุ่งตรงเข้ามาล้มถลาไปกองกับพื้นอีกครั้งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนในผ้าคลุมอย่างเอาเรื่อง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาสีดำดูดุดันราวราชสีห์ภายใต้ผ้าคลุมนั้นก็ต้องกลืนน้ำลายเอือกและเป็นฝ่ายถอนสายตาออกไปก่อน


ความกลัวเริ่มมีอำนาจเหนือความต้องการที่อยู่ภายในจนคิดที่จะตัดใจ แม้จะรู้สึกเสียดายมากเท่าไรก็ตาม แต่ชีวิตย่อมสำคัญกว่า


ริมฝีปากบางใต้ผ้าคลุมเหยียดออกนิดๆชวนขนลุก โดยเฉพาะเมื่อมันอยู่คู่กับหนวดที่เจ้าตัวแสนภูมิใจ มือใหญ่คว้าไหล่อีกฝ่ายไว้มั่นเหมือนไม่ยอมให้ไปไหนไกล “ไม่สนใจแล้วเรอะ”


“ไม่” เจ้าหนุ่มตอบเสียงแข็งเพื่อข่มใจตัวเองโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าผู้พูดเสียด้วยซ้ำ “ถึงจะอยากได้มากขนาดไหน แต่ก็ไม่โง่พอจะซื้อของปลอมแบบนั้นหรอกเฟ้ย”


“ของปลอม” คิ้วเข้มใต้ผ้าคลุมเลิกขึ้น มือหนายกแผ่นโฆษณาขึ้นมองพลางกระตุกยิ้มก่อนจะยื่นมันเข้าใกล้เหยื่อ นิ้วชี้จิ้มจึ้กลงไปที่ตราสัญลักษณ์โรงเรียนพระราชา “เอาตาตรงไหนดูไม่ทราบถึงว่ามันเป็นของปลอมน่ะ หา”


“กะ...กะ....ก็” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก ก่อนรวบรวมความกล้าที่มีทั้งหมดเปิดปากเจรจา “ถ้าไม่ใช่ของปลอม แล้วแกเป็นใครถึงมีของพวกนี้ บอกไว้ก่อนเลยนะ ฉันไม่ซื้อของโจร”


“ท่านผู้นี้คือ อาตี้คิอัส ผู้ใจบุญ” เสียงนุ่มดังแผ่วเบามาตามสายลม เรียกสายตาทั้งสองคู่ให้เบือนมามองบุรุษที่เพิ่งมาใหม่ในชุดผ้าคลุมยาวที่ผูกผ้าคาดตาสีดำไว้เพื่อปิดบังใบหน้าและเสริมให้ดวงตาสีน้ำเงินคู่งามดูเป็นประกายมากยิ่งขึ้น


โรวี่ดิอัส...ผู้มาใหม่ยิ้มเล็กน้อยพลางฉวยเอาใบโฆษณาจากมือของชายในผ้าคลุมอีกคนมาถือไว้เองก่อนจะเริ่มเจรจาต่อรองตามที่ตนถนัด


“ถ้าท่านตกลงซื้อมันตอนนี้จะได้รับส่วนลดทันที จากราคาใบละหนึ่งพันห้าร้อยคราวน์เหลือเพียงหนึ่งพันสองร้อยคราวน์เท่านั้น แต่ยังไม่หมด...หากท่านตอบรับภายในหนึ่งนาทีหลังจากที่ฉันพูดจบ...เอาแผ่นโฆษณานี้ไปเลยในราคาเก้าร้อยเก้าสิบเก้าคราวน์ถ้วน


“ตกลง”


การซื้อขายทำกันรวดเร็วชนิดเงินไปของมา แล้วชายทั้งสามก็แยกย้ายกันเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


“นาย...” เจ้าชายอาเธอร์คำรามในคอฮึ่มฮั่มพลางมองคู่ปรับตลอดกาลที่ไม่ว่ามันจะปกปิดรูปร่างหน้าตาสักขนาดไหนเขาก็รู้ได้ทันทีว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร แถมตอนนี้มันยังจะมีหน้ามาเดินยิ้มอยู่ข้างๆเขาอีก


...อุตส่าห์เก็บเป็นความลับสุดยอดแล้วเชียว เจ้าคนหูผีจมูกมดมันยังรู้เรื่องเข้าจนได้แถมยังตามมารังควานซะอีก...


“คืนเงินฉันมาซะดีๆ” เจ้าชายใจสิงห์แบมือทวงเอาดื้อๆ


เจ้าชายโรเวนหันหน้ามามองตามเสียงเรียกพลางกระพริบตาปริบๆแล้วตีหน้าใสซื่อแบบหนูไม่รู้ ท่านอาตี้คิอัสกำลังพูดเรื่องอะไร อย่ามาหาความหนูนะ


“ก็เงินค่าใบโฆษณาไงเล่า” เจ้าชายอาเธอร์ขยายความต่ออย่างพยายามใจเย็น


“อ๋อ” เจ้าชายโรเวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วกรีดนิ้วคีบเงินค่าแผ่นโฆษณาที่ได้มาเมื่อกี๊ไปทางซ้ายทีขวาทียั่วโมโหคนเล่น “เงินที่ท่านอาเธอร์กะจะเอามาเป็นรายได้พิเศษสินะ ทำอะไรก็บอกกันมั่งสิท่าน ท่าทางจะรายได้ดีซะด้วย”


“เรื่องของปราสาทขุนนาง คนของป้อมอัศวินไม่เกี่ยว” อาเธอร์หรี่ตามองพลางกอดปึกใบโฆษณาสุดหวงไว้แน่น


“เกี่ยวสิ ก็ท่านคิดจะยักยอกเงินส่วนนี้เอาไว้ไม่แบ่งให้ทางแซงค์ทัวรี่เพื่อที่ปราสาทขุนนางที่คุมการคลังอยู่จะได้ไม่ต้องจ่ายหนัก ถูกมั้ย งั้นก็แบ่งมาให้ทางป้อมอัศวินเอาไว้เป็นทุนกวาดหิมะนอกฤดูออกจากเพดานกับซ่อมแซมรูพรุนตามผนังห้องบ้างคงจะดี”


“ฮึ่ม...นายจะเอายังไง”


“หารสอง” เจ้าชายโรเวนตอบง่ายๆ ชัดเจนและตรงประเด็น


“ไม่”


“เอ...เมื่อกี้ท่านพูดอะไรนะ” คนฟังหูตึงกะทันหัน มือซ้ายที่ไม่รู้ว่าเอื้อมไปกำชายเสื้อคลุมคนที่เดินข้างๆตั้งแต่เมื่อไหร่กระตุกเบาๆแล้วแย้มรอยยิ้มแสนซื่อ “ขอโทษด้วยท่านอาเธอร์ เมื่อกี้ฉันไม่ทันฟัง...มัวแต่คิดว่าถ้าชาวบ้านแถวนี้เค้ารู้ว่าเจ้าชายใจสิงห์ผู้โด่งดังแห่งซาเรสมาโชว์ตัวถึงที่นี่แถมหอบใบโฆษณามาแจกเป็นปึก จะเป็นยังไงน้า”


“แก....” เจ้าชายอาเธอร์ชะงักกึก หนวดที่ไวต่อการจับคลื่นความซวยอันมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าหนวดแมลงสาบถึงกับกระตุกเมื่อจับสัญญาณอันตรายได้ ก็ไอ้คนเจ้าเล่ห์นี่มันพูดจริงทำจริงซะด้วยสิ แล้วถ้ามีใครรู้เรื่องนี้เข้า...อึ๋ย...ไม่อยากแม้แต่จะคิด


“ว่าไง”


....เอาวะ ตอนนี้ยอมเจ้านั่นไปก่อนแล้วค่อยไปหาเรื่องเบี้ยวตัดงบช่วยเหลือป้อมอัศวินเอาทีหลังเป็นการชดเชย หึหึ มันยังพอมีทาง แกยิวมาฉันก็ยิวตอบเฟ้ย....


“ก็ได้ ช่วยกันขาย เงินทั้งหมดหารครึ่ง” เจ้าชายอาเธอร์ตอบอย่างคนปลงตกกับโชคชะตา


“ว่าง่ายยังงี้สิค่อยน่ารักหน่อย ท่านผู้ใจบุญ อาตี้คิอัส” โรวี่ดิอัสยิ้มใส่ตาอีกฝ่ายอย่างรู้ดีว่าชัยชนะอยู่แค่เอื้อม


....ไม่ต้องห่วง ฉันคำนวณเงินงบประมาณทุกคราวน์ที่เป็นของป้อมอัศวินไว้แล้วแถมทำเป็นรายงานเสนอให้มหาปราชญ์ลงชื่อรับรองด้วยอีกตะหาก อย่าหวังแอ้มเงินของป้อมฯซะให้ยาก....

 

 

2008/Sep/24

....................................... ....................................... ....
บทนำ: หนึ่งหัวขโมย หนึ่งราชาและสองผู้ผ่านมากับพายุ
....................................... ....................................... .....




ยามเช้า....แสงสีทองของดวงตะวันทอประกายระเรื่อครอบคลุมทั่วผืนฟ้า มวลหมู่วิหคบินร่อนไปมาส่งเสียงร้องขับขานต้อนรับวันใหม่ที่มาถึง บนปลายยอดเสาสูง ผืนธงสีม่วงขนาดใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์แห่งโรงเรียนพระราชาโบกสะบัดไปตามสายลมเคียงข้างด้วยธงสีน้ำเงินลายมงกุฎของปราสาทขุนนาง ธงสีแดงลายดาบของป้อมอัศวิน ธงสีขาวลายคทาของปราการปราชญ์และธงสีดำลายแหวนของแผ่นดินประชาชน




ณ ยอดปราสาทเอดินเบิร์ก


“วันนี้อากาศดีจริง ถ้าเป็นแบบนี้ได้ทุกวันคงจะดีไม่น้อย” เสียงเอ่ยเนิบๆระคนอารมณ์รื่นเริงดังขึ้นจากหัวหน้าตระกูลเดอเบอโรว์...มาดัส เดอะทีฟ ออฟบารามอส ผู้ที่ไม่รู้ว่าลมทะเลใต้อะไรพัดมาถึงที่แห่งนี้ได้


มือใหญ่เอื้อมไปข้างหน้าเพื่อขยับหมากควีนในแดนตนเข้ารุก สายตาคมกริบเหลือบมองไปยังผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่ยังนั่งตีหน้านิ่งพลางขยับหมากคิงหนีอย่างเงียบเชียบเรียกรอยยิ้มบางให้ปรากฏบนใบหน้าของคนอยากแกล้ง


“แต่ดูท่าท่านจะชอบกลิ่นคาวเลือดมากกว่านะ ปริ๊นซ์...ไม่สิ ตอนนี้ฉันต้องเรียกท่านว่าคิงชามัล


“มาดัส เดอเบอโรว์!!” สุรเสียงเข้มตะเบ็งลั่น วรองค์ค่อนข้างผอมลุกพรวดขึ้นจากพระเก้าอี้ ดวงเนตรสีน้ำตาลอ่อนจ้องสบตาอีกฝ่ายไม่กระพริบอย่างไม่ยอมแพ้ แม้บุคคลตรงหน้าจะได้ชื่อว่าเป็นพระสหายของไฮคิงที่สวรรคตไปแล้วก็ตาม แต่พระองค์เองกลับทำพระทัยให้ชอบไม่ลง โดยเฉพาะนิสัยขี้เล่น รักสนุกจนเกินปรกติชนของชายผู้นี้


“นี่...สงสัยข้าจะทำให้คิงแห่งบารามอสทรงพระยัวะขึ้นมาซะแล้ว ว้า” มาดัสยิ้มโยยวนกวนประสาทอย่างเคย ผิดกับสีพระพักตร์ของคิงชามัลที่ยังคงเคร่งเครียดกับประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ สุดท้ายก็เบือนพักตร์หนีเอาดื้อๆโดยไม่ยอมต่อความเหมือนทุกครา


“....ดูท่าท่านจะชอบกลิ่นคาวเลือดมากกว่าสินะ....”


คำพูดเพียงไม่กี่คำที่ราวกับปลายหนามแหลมคมทิ่มแทงเข้าไปในพระทัย วันเวลาในอดีตที่เพิ่งผ่านไปย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิดอีกครั้ง ย้ำเตือนถึงสิ่งที่พระองค์ได้ทำให้แก่เอเดนและเดมอส


....สิ่งที่เอเดนไม่ต้องการ....


....ข้าเป็นคิงแล้วจะดีจริงหรือ ท่านพี่...



“นึกเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้น่า”


เสียงอ่อนโยนดังขึ้นหยุดความคิดของกษัตริย์แห่งบารามอส ทว่ายังไม่ทันจะได้ตรัสสิ่งใด.....พายุขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้าชนปราสาทเอดินเบิร์กที่ทั้งสองกำลังเดินหมากกันอยู่


โครม!!


ปราสาทกว่าครึ่งหลังพังทลายลงมาจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมให้ได้เห็น ฝุ่นควันตลบไปทั่วบริเวณ แต่ด้วยอำนาจเวทของมหาปราชญ์แห่งเอเดน...เลโมธี ที่ได้กางอาณาเขตครอบโรงเรียนแห่งนี้ไว้ทำให้สภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น ต่างกับอาการหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มของเหล่านักเรียน คณาจารย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นและที่เพิ่งกระโจนหลบออกมาจากตัวอาคารที่ทรุดลงมา รวมทั้งหนึ่งหัวขโมย หนึ่งพระราชาที่ยอมสละเวลาอันมีค่ามาร่วม ‘งานคืนสู่เหย้า’ ที่บัดนี้สถานที่จัดงานพังราบเป็นหน้ากลองด้วยแรงพายุ


“เกิดอะไรขึ้น!” สุรเสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากกษัตรีย์แห่งอเมซอน ดวงเนตรสีมรกตจ้องเขม็งไปยังปราสาทเอดินเบิร์กที่ตอนนี้อยู่ในสภาพคล้ายๆ ซากปรักหักพังของเมืองโบราณก่อนจะสะดุดตาเข้ากับบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ซากนั้น


“โอย...เจ็บ เจ็บ” เสียงทุ้มครางเบาๆ ก่อนจะเริ่มบริกรรมคาถาเพื่อทลายสิ่งที่หล่นลงมาทับให้กลายเป็นผุยผงในบัดดล


“ไหนนายบอกให้ฉันใช้เวทนั้นอีกครั้งแล้วจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กพวกนั้นไง”


เจ้าของเสียงทุ้มบ่นแบบไฮสปีดรวดเดียวจบเหมือนไม่ต้องการให้ใครพูดแทรก มือใหญ่ได้รูปยกขึ้นเสยเส้นผมยาวสีดำที่ลงมาปรกระใบหน้าแล้วรวบผมทั้งหมดมัดให้เข้าที่ ดวงตาสีน้ำตาลทองพยายามมองไปรอบๆ พลางคลี่ขยับริมฝีปากเรียกชื่อของอีกคนที่มาด้วยกันแต่กลับไร้เสียงตอบรับให้ได้ยิน


ลงท้ายก็เจ้าตัวสบถพรืดแล้วทรุดร่างลงเข้ารื้อเศษไม้ แผ่นอิฐที่กองสุมระเกะระกะใกล้ๆตัวออกก่อนจะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นเงาร่างของคนบางคนปรากฏขึ้นทางด้านหลัง


“ไอ้การส่งเสียงบอกหน่อยเนี่ย มันจะทำให้แกตายเร็วขึ้นมั้ยหา วิล” ชายหนุ่มเจ้าของผมสีดำกระชากเสียง ดวงตาสีน้ำตาลทองฉายแววเกรี้ยวกราดตวัดมองชายผมสีทอง นัยน์ตาสีเขียวมรกตอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไร


....เกลียดนักล่ะกับไอ้ท่าทางที่ดูเรื่อยๆ เฉื่อยๆ แต่ดูอบอุ่นของมันที่ปนอยู่กับความไม่น่าไว้วางใจยังไงบอกไม่ถูก ทั้งยังชอบกวนบาทาเขามากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่ไอ้ริมฝีปากคู่นั้นแย้มรอยยิ้มแล้วเอ่ยช้าๆ....


“ถ้าทำแบบนั้น ฉันก็อดเห็นปฏิกิริยาของนายน่ะสิ”


คำตอบที่ได้รับเล่นเอาเจ้าหนุ่มผมดำถึงกลับกัดฟันกรอด แต่ยังมิได้ขยับทำสิ่งใด สุรเสียงหวานของกษัตริย์แห่งอเมซอนก็ตรัสแทรกขึ้นมา


“วิลเลี่ยม ริชาร์ด”


สุรเสียงทรงอำนาจตรัสเรียกชื่อสหายอย่างงุนงง ในพระทัยยังทรงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกลับการปรากฏตัวของสองบุคคลที่ไม่น่าจะมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้ ในเมื่อหนึ่งนั้นได้จากไปแล้วยังที่ไกลแสนไกล ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือกษัตริย์แห่งแอเรียสองค์ปัจจุบันที่เมื่อครู่กำลังสนทนาอยู่กับพระองค์และกษัตริย์บาโร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากสองบุรุษปริศนาปรากฏขึ้นไม่นานนัก


“ไง เฮลด้า ไม่เจอกันไม่เท่าไร สวยขึ้นเยอะเลย” ชายหนุ่มนามริชาร์ดเริ่มต้นเจรจาอย่างอารมณ์ดี มือได้รูปยกหัตถ์บางของสตรีตรงหน้าขึ้นจุมพิตพร้อมโปรยรอยยิ้มหวานให้กับบรรดาสาวๆ ที่ยืนรายล้อมอยู่ข้างหลังให้ได้เคลิ้ม


ทว่า!!...คนถูกทักกลับไม่รู้สึกเคลิ้มตาม ดาบเล่มเล็กในหัตถ์บางตวัดวูบเข้าที่ลำคอคนนิสัยเสียเสมอ


“นายเป็นใคร”


“ริชาร์ด เบิร์คลี่ย์ เดอะวิซาร์ด ออฟแอเรียส” เสียงชายหนุ่มนามวิลเลี่ยมดังแทรกขึ้น มือใหญ่ยกขึ้นดันคมดาบให้ถอยห่างจากลำคอสหายที่มาด้วยพลางฉีกยิ้มกว้างแล้วโน้มศีรษะลงถวายพระพร “ส่วนกระหม่อม วิลเลี่ยม กรีน เดอะวากาบอนด์ ออฟทริสทอร์พะยะคะ...คิงเฮลด้า คิงบาโร”


“คิงบาโร คิงเฮลด้า” เสียงของหนึ่งพ่อมด


และ....


“วิลเลี่ยม ริชาร์ด” อีกสองเสียงจากสองกษัตริย์


ทั้งสามเสียงดังขึ้นพร้อมๆกันอย่างงุนงงไม่แพ้เหล่าเอดินเบิร์กมุงทั้งหลายในละแวกนั้นก่อนสายตาทุกคู่จะพร้อมใจกันหันขวับไปจ้องหน้าคนที่คิดว่ามันรู้แน่ๆ กันเป็นตาเดียว


นักพเนจรแห่งทริสทอร์แย้มรอยยิ้มกว้าง ดวงหน้าเบือนไปทางพ่อมดมหัศจรรย์ “ที่นี่ไงคำตอบที่นายต้องการ ริช”


ริชาร์ดเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ดวงหน้าคมคายเหลียวมองไปรอบๆ อย่างพินิจพิจารณา แม้ผู้คนและสถานที่รอบข้างจะดูแปลกตาไปบ้าง แต่บางส่วนก็ยังไม่เปลี่ยนไปจากสถานที่ที่พวกเขาเคยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข...โรงเรียนพระราชาเอดินเบิร์ก


“ที่นี่...” ริชาร์ดหันมาสบตากับวิลเลี่ยมอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อไป อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับอย่างรู้สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะถาม พร้อมเสียงกรีดร้องของผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอดินเบิร์ก


“ม่ายยยย ปราสาทช้านนนนนนนนนนนน”

 

 

edit @ 24 Sep 2008 21:09:27 by Aries

2008/May/11

The kings’ heart



Neoaries and Jeserith



ชายแดนแอเรียส-ทริสทอร์


...ทำอะไรก็ได้เหรอ ‘อะไรก็ได้’ นี่มันอะไรล่ะ...


...พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริงมันยาก...


...ลองถ้าสองคิงนั่นพูดว่า ‘ไม่’ คำเดียวก็จบ แล้วเจ้าชายตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้...


...กลุ้ม!...



ถ้อยความคิดที่ใครก็มิอาจรู้ ว่าภายใต้หน้ากากยิ้มละไมและท่าทางอันสุดแสนจะมั่นอกมั่นใจเหลือล้นที่เมจิกปรินซ์แห่งเจมิไนแสดงออกต่อหน้าน้องๆ ซึ่งเดินตามหลังมาเป็นพรวนตอนนี้จะซ่อนความกลัดกลุ้มทุกอย่างไว้ในใจ ขณะเดินขึ้นไปบนสันเขาบริเวณที่ชายแดนเวนอล เอเธนส์ แอเรียส และทริสทอร์บรรจบกัน


...กลับไปเจมิไนคราวนี้ เห็นทีต้องทำคะแนนแล้วเป็นกษัตริย์ให้ได้ คอยดู! ให้มันรู้กันไปว่าคิงแห่งเจมิไนจะสู้คิงจากแอเรียสและทริสทอร์ไม่ได้…


...หรือทางที่ดี เราควรเลิกยุ่งเกี่ยวจะเป็นทางออกที่ดีกว่า...



สักพักทั้งขบวนก็มาถึงหอคอยสังเกตการณ์บนภูเขาของเวนอล


จะว่าไปก็ต้องขอบใจไอคิวเกินคนของเจ้าชายขอทานอัจฉริยะที่สั่งให้สร้างหอคอยสังเกตการณ์เป็นรูปตัววาย ปลายด้านล่างสุดอยู่ในเขตเวนอล ปีกด้านซ้ายยื่นเข้าไปในเขตแอเรียส ส่วนปีกด้านขวาสร้างล้ำเข้าไปในเขตทริสทอร์ ทั้งสองด้านมีทหารคอยจับตาดูการกระทำของทั้งสองฝ่ายอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแค่เดินไปจนสุดทางของแต่ละด้านก็พอจะตะโกนพูดกับคนที่อยู่อีกฟากได้


ทว่าแค่อยู่ในเขตเวนอลแล้วมองออกไป เจ้าชายโรเวนก็อึ้งรับประทานจนพาลจะอยากหนีกลับบ้านเอาดื้อๆ


ป้อมปราการฝั่งทริสทอร์สร้างขึ้นเป็นรูปโทรโข่งยักษ์นับสิบตัว แถมทุกตัวยังกำกับมนตร์ขยายเสียงแบบอินฟินิตี้ ส่วนทางด้านแอเรียสก็ไม่น้อยหน้า บนยอดหอคอยนับสิบป้อมที่เรียงรายกันราวกำแพงสูงตระหง่านบนยอดเขาต่างติดตั้งอุปกรณ์การยิงวิสัยไกลขนาดใหญ่ไว้พร้อมเพรียงเตรียมรับมืออีกฝ่าย


ยังไม่ทันที่เมจิกปรินซ์จะคิดทำอะไรต่อไป เวลาแห่งสงครามยามบ่ายก็อุบัติขึ้น เมื่อพระวรกายสูงสง่าของกษัตริย์ลูคัสปรากฎขึ้นด้านหลังโทรโข่งเวทมนตร์ตัวใหญ่ที่สุดแล้วกรอกสุรเสียงลงไปพร้อมรอยยิ้มสนุกสุดๆ


“ลอรี่... ลอรี่... ลอรี่... ลอรี่...”


วินาทีต่อมา กษัตริย์ลอเรนซ์ที่ยืนหน้าหงิกคอยอยู่แล้วบนหอคอยที่อยู่ตรงกลางก็โบกมือให้สัญญาณกองทัพทหารเวททั้งซ้ายและขวาให้ยิงอะไรบางอย่างลักษณะกลมออกไปข้างหน้า กะเล็งทีเดียวให้ตรงกับปราการโทรโข่งที่อยู่ตรงข้ามให้มากที่สุด


พลัน เมื่อยิงขึ้นไปกลางอากาศ เจ้าลูกกลมๆ นั่นก็กลายเป็นมีดสั้นขนาดเล็กส่องประกายแวววาวคมกริบนับพันนับหมื่นเล่มพุ่งตรงไปยังเป้าหมายยังกับติดเรด้าร์นำวิถี


เฟี้ยว~


แต่พอเข้าไปใกล้อีกแค่ไม่ถึงครึ่งเมตรจะถึงหน้าหอคอยทริสทอร์ บาเรียป้องกันที่ผู้ใช้เวทตระกูลซาโดเรียช่วยกันร่ายไว้ก็ทำงานทันทีด้วยการสะท้อนมีดบินส่วนใหญ่ออกไปชนิดคนละทิศละทางจนมีบางเล่มเลยข้ามพรมแดนไปทั้งอย่างนั้น มีเพียงไม่กี่เล่มที่ผ่านทะลุเข้ามาได้ เลยเป็นหน้าที่ของกลุ่มราชองครักษ์ประจำพระองค์ต้องวิ่งวุ่นวายหาอะไรมาป้องกันไว้ท่ามกลางรอยยิ้มสนุกสนานของกษัตริย์แห่งทริสทอร์ที่สามารถยั่วโมโหกษัตริย์อดีตคู่หูได้สำเร็จอีกครั้ง


...ทุกอย่างแทบไม่แตกต่างจากสมัยอยู่ป้อมอัศวิน แถมยังอัพเกรดกลายมาเป็นเรื่องระดับประเทศ...


“เอาไงดีพี่” เสียงถามจากโรที่ยืนอยู่ใกล้สุด เรียกสติที่ล่องลอยของโรเวนกลับมาอีกครั้ง


“อะ...อืม...” เมจิกปรินซ์คนเก่งแอบกลืนน้ำลายเฮือกแล้วขยับเดินไปทางซ้าย


“ลองเจรจากับทางแอเรียสก่อนแล้วกัน”


   

หอคอยฝั่งแอเรียส


พอเดินมาถึงสุดทางปุ๊บโรเวนก็รีบกวาดสายตาหาอดีตเพื่อนร่วมป้อมฯที่เจ้าตัวเลือกสรุปด้วยเหตุผลข้างๆ คูๆ เต็มทีว่าน่าจะเป็นคนที่พูดด้วยง่ายที่สุดในบรรดาคู่หูตัวแอลทั้งสองคน


กษัตริย์ลอเรนซ์ โมนาโรคในชุดฉลองพระองค์สีขาวสะอาดสมกับที่เป็นอดีตนักบวชกำลังยืนมองอุปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุทั้งหลายที่วางกองสุมๆ อยู่บนโต๊ะตัวใหญ่ข้างตัวด้วยสีพระพักตร์บึ้งตึงเหมือนทุกครั้งที่เห็น สักพักก็เงยหน้าขึ้นมองอดีตกษัตริย์ริชาร์ดพระบิดาที่กำลังตะโกนลั่นถามบรรดานักเล่นแร่แปรธาตุกับพ่อมดในปกครองถึงผลลัพธ์ของการโจมตีที่เพิ่งผ่านไป   


“ว่าไง เข้าเป้ากี่เปอร์เซ็นต์ หา!”


“อา...” พ่อมดคนที่ถูกถามหน้าแหย “ยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์กระหม่อม”


“ยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์” พ่อมดมหัศจรรย์ทวนคำด้วยความอึ้งนิดๆ ก่อนโวยแหลก “ทำไมมันน้อยนักห๊า...เมื่อสองวันก่อนยังได้ตั้งสี่สิบสี่เปอร์เซนต์ ทำตามสูตรแปรธาตุที่ฉันคำนวณให้ไปถูกรึเปล่า ไม่ได้มั่วแน่นะ”


“เป๊ะๆ เลยพ่ะย่ะค่ะ รับรองได้ แต่ยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์คราวนี้มีที่ทะลุผ่านบาร์เรียไปได้ตั้งสองเปอร์เซ็นต์นะฝ่าบาท คราวสี่สิบสี่เปอร์เซ็นต์นั่นไม่มีผ่านบาร์เรียเลยสักนิด”


“เรอะ งั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย” อดีตกษัตริย์ริชาร์ดค่อยยิ้มออก แต่พอหันไปเห็นลูกชายสุดที่รักที่พอรู้ผลก็เมินหน้าไปอีกทางด้วยความหงุดหงิด พ่อที่ดีที่สุดในเอเดนก็รีบแก้ตัวทันที


“ลอเรนซ์...ไม่เป็นไรนะลูก คราวหน้ามันต้องเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ให้ได้ นั่นใครน่ะ....”


“โรเวน?” ลอเรนซ์ที่หันไปมองตามเสียงพระบิดาขมวดคิ้วเมื่อเห็นรุ่นเพื่อนและรุ่นน้องยืนมองมาหน้าสลอนอยู่ทางหอคอยฝั่งเวนอล


“ว่าไง” เมื่อเห็นหน้าคนรู้จัก ลอเรนซ์ก็เดินตรงมาคุยด้วยที่หอคอยที่อยู่ติดกับทางเวนอลมากที่สุด


ยังไม่ทันที่โรเวนจะได้อ้าปากพูดอะไร บรรดาน้องๆ ที่เพิ่งได้ชมการต่อสู้ทางอากาศอันน่าตื่นตาตื่นใจก็ส่งเสียงกันให้แซ่ดยิ่งกว่านกกระจอกแตกรัง


“สุดยอดไปเลยพี่” ครี๊ดชมเปาะด้วยความประทับใจสุดๆ ท่ามกลางสายตาจิกกัดของเจ้าชายแห่งไนล์ที่จ้องมา


“ขอบใจ” ได้ยินเสียงสนับสนุนแบบนี้ ใบหน้าของลอเรนซ์ค่อยหายกระด้างขึ้นบ้าง


“ใช้เวทอะไรถึงทำให้เศษไม้กลายเป็นอาวุธได้” กัสสงสัย


“ไม่รู้สิ ถามพ่อฉันโน่น รายนั้นงกไม่ยอมให้ใช้แร่ของจริง หาว่าเปลือง ใช้ของเหลือแบบนี้จะได้เป็นการกำจัดขยะในแอเรียสไปในตัว”


ว่าแล้วก็ชี้ไปที่อดีตกษัตริย์ริชาร์ดที่กำลังเรียกประชุมพลพรรคนักเล่นแร่แปรธาตุเพื่อวางแผนการโจมตีครั้งใหม่อยู่ที่หอคอยกลาง


“แล้วพี่จะทำแบบนี้ต่อไปถึงเมื่อไหร่ครับ” เอ็ดเวิร์ดถาม


“ไม่รู้สิ จนกว่าเจ้าบ้าลูคัสมันจะหยุดตะโกนเรียกชื่อบ้าๆ บอๆ นั่นมาจากฝั่งโน้นล่ะมั้ง”


“มันยากนะพี่ ยังไงก็ถือซะว่าทำบุญบุญกรวดน้ำแผ่เมตตาอย่าไปสนใจเลยดีกว่า” มาทิลด้าพยายามโน้มน้าวสุดชีวิต แน่นอนล่ะว่าไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา 


“แล้วถ้ามีดบินเกิดไปโดนใครเค้าเข้าล่ะครับ บาปกรรมแย่” ซีบิลทำหน้าหวาดเสียวด้วยความสยองแทนประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านที่ยังต้องรับกรรมกันต่อไปพลางรู้สึกหัวใจพองโตที่เกิดมาเป็นคนบารามอส


“ไม่ต้องห่วง ถ้าไม่ใช่พวกที่อยู่หลังบาร์เรียนั่น ถึงใครจะโดนมีดบินเวทมนตร์ที่ถูกสะท้อนออกไปปักขั้วหัวใจก็แค่เจ็บๆ คันๆ ไม่ถึงตายหรอก” 


...เหรอ แต่มันจะตกใจตายไปก่อนหน้า ตั้งแต่เห็นมีดบินพุ่งเข้าใส่แล้วน่ะสิ...


“ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่โรเวน” ลอเรนซ์มองอดีตเสธ.ซ้ายแห่งป้อมอัศวินด้วยสายตาจริงจังพลางกวาดสายตาไปยังรุ่นน้องแต่ละคนแล้วถอนใจยาว


“แล้วรู้ด้วยว่าพวกนายมานี่ที่เพื่ออะไร แต่อย่างที่บอกไว้ สงครามบ้าๆ นี่จะหยุดลงก็ต่อเมื่อฉันไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อประสาทๆ นั่นอีก”   




หอคอยฝั่งทริสทอร์


“โรเวน โรรี่ ครี๊ดดี้ ซีบี้ กัสซี่ เอ็ดดี้ มาที่ เอฟี่ ดีใจจังที่ทุกคนมาเยี่ยม อ้อ! รวมคนอื่นที่ฉันไม่เคยเจอด้วยนะ”


พอทั้งกลุ่มเดินมึนตึ้บกันออกมาจากฝั่งแอเรียสที่อยู่ด้านซ้าย ก็ได้ฤกษ์ย้ายมาทางทริสทอร์ที่อยู่ทางฝั่งขวาบ้าง


เมื่อเดินมาสุดทางปุ๊บก็ได้ยินเสียงทักด้วยชื่อประสาทๆ อย่างที่ลอเรนซ์ว่าไว้ทันที เรียกให้ทุกสายตามองตรงไปยังต้นเสียงอย่างไม่ต้องนัดหมายบนป้อมปราการแห่งทริสทอร์


กษัตริย์ลูคัสในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทยืนส่งยิ้มสไตล์ซาตานมาให้อย่างเริงรื่นชื่นบานเต็มพิกัดอยู่หลังโทรโข่งยักษ์ที่พรุนไปด้วยรอยคมมีด แต่ประสิทธิภาพเสียงยังเต็มร้อย


แค่เห็นหน้าเซ็งหลุดโลกของคนนับสิบที่อยู่ตรงหน้า ลูคัสก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วตรงเข้าประเด็นทันที


“ลอรี่ยืนกรานไม่ยอมเลิกขว้างมีด ถ้าฉันไม่ยอมเลิกเรียกชื่อก่อนล่ะสิ”


“แล้วนายจะยอมทำตามที่บอกไหมล่ะ” โรเวนชิงพูดก่อนด้วยน้ำเสียงเนือยๆ เพราะเบื่อกับปัญหาโลกแตกของสองกษัตริย์เต็มที


“ก็อยากอยู่หรอกนะ ฉันรู้ว่ามันทำให้คนอื่นลำบาก” ลูคัสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “แต่...เมื่อก่อนตอนฉันยังเด็ก ชีวิตมันเหงามากเลย เช้าตื่นขึ้นมาก็ต้องฝึกการใช้เวท ค่ำก็หลับไปพร้อมหนังสือเวทที่ยังอ่านไม่จบ วันแต่ละวันผ่านไปมันช่างชักช้า ซ้ำซากและสุดแสนจะน่าเบื่อ จนได้มาอยู่ในโรงเรียนพระราชาเนี่ยแหละ ชีวิตฉันถึงมีสีสันต์ขึ้นเยอะ มีคนให้ยั่วโมโหเล่น มีมีดบินให้คอยหลบ มีเสียงตะโกนด่า มีเรื่องบ้าๆ บอๆ เยอะแยะให้แปลกใจได้ทุกวัน ชีวิตแบบนี้เป็นสิ่งที่ฉันต้องการมาตลอดเลยนายรู้ไหม”


...ช็อค...


...คนที่ได้ยินต่างช็อคค้างไปตามๆ กันกับกุศโลบายการใช้ชีวิตของกษัตริย์ลูคัส...


“ตอนที่ทางทริสทอร์ยังไม่ติดต่อมา ฉันยังนึกในใจเลยว่าถ้าลอรี่กลับแอเรียสเมื่อไหร่ฉันคงแย่เพราะตามเข้าไปป่วนในวังไม่ได้ โชคดีที่บังเอิญได้เป็นกษัตริย์ขึ้นมา แต่ก็ดันมีกฎระเบียบบ้าๆ บอๆ เต็มไปหมด ทำโน่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็ไม่ดี วิธีแก้เหงามันก็เลยเหลืออยู่ทางเดียวนี่ล่ะ แหม...ก็แค่สามเวลาหลังอาหารเอง ทนๆ กันหน่อยแล้วกันนะทุกคน”


เปรี๊ยง!


เหมือนเส้นด้ายตึงๆ ที่ขึงอารมณ์ของทุกคนขาดผึงลง เมื่อได้รับคำตอบแจ่มแจ้ง


ที่แท้ความหมายของวิชาหัวใจกษัตริย์ที่ร่ำเรียนมามันเป็นอย่างนี้ตะหาก


...หัวใจกษัตริย์ของกษัตริย์ลูคัส คือ การคลายเหงายามว่าง


...หัวใจกษัตริย์ของกษัตริย์ลอเรนซ์ คือ การฆ่าได้หยามไม่ได้ แต่...ถ้าจะมองอีกแง่มุมหนึ่ง บางทีกษัตริย์ลอเรนซ์ก็อาจจะเหงาไม่ต่างจากกษัตริย์ลูคัสก็ได้ เลยใช้วิธีคลายเหงาแบบเดียวกัน


...หัวใจกษัตริย์ของ (ว่าที่) กษัตริย์โรเวน น่าจะเป็น การตั้งปณิธานว่าจะเลิกยุ่งกับเรื่องชาวบ้านไม่ว่าในกรณีใดๆ จะได้หายปวดประสาท


...หัวใจกษัตริย์ของ (ว่าที่) จักรพรรดิชาเบรียน คือ หาสารพัดวิธีเพื่อสกัดดาวรุ่งกษัตริย์รุ่นพี่ทั้งหลายไม่ให้เด่นเกินหน้าเกินตาไปมากกว่านี้


...หัวใจกษัตริย์ของ (อดีต) กษัตริย์ริชาร์ด หนีไม่พ้นความสุข สนุกสนานได้ตลอดเวลา ตามประสาคน (มัน) เก่ง


...หัวใจกษัตริย์ของ (อดีต) กษัตริย์วีเมย์ คงเป็นการหาตัวตายตัวแทนไว้ ตัวเองจะได้หมดทุกข์หมดโศกกะเค้าบ้าง


เฮ้อ!


...ลาก่อน ปรากฏการณ์มีดบินที่ต้องทนกันมาตลอดเจ็ดปีในป้อมอัศวิน...


แล้ว


...สวัสดี สงครามโทรโข่งที่ยังมองไม่ออกว่าจะยุติวันไหน...


...ต่อจากนี้ไปก็ตามบุญตามกรรมแล้วกันนะทุกคน หมดปัญญาจะช่วยแล้ว...




...จบ...





















“เดี๋ยวสิพี่ จะจบแบบนี้จริงน่ะ”


เสียงเหล่ารุ่นน้องตะโกนไล่หลังโรเวนที่จู่ๆ ก็ตัดสินใจหันหลังก้าวฉับๆ กลับออกไปด้วยใบหน้านิ่งสงบ


“ฉันก็ช่วยเท่าที่ฉันจะทำได้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับสองกษัตริย์นั่นจะตัดสินใจเถอะ” โรเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบที่สุด แต่สายตาบ่งชัดแล้วว่าไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องปวดหัวนี้เต็มแก่ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำอาฆาต พยาบาท และมาดร้ายอันแสนจะดุเดือด


“ใช่ ตอนนี้อาจทำอะไรไม่ได้ แต่อีกไม่นานหรอก รอให้ฉันได้ขึ้นเป็นคิงก่อนเถอะ ตำแหน่งไฮคิงที่ยังว่างอยู่รับรองว่าเสร็จฉันแน่......แล้ววันนั้นกษัตริย์ทั้งเอเดนต้องยอมสยบให้......มหาราชโรเวน คอยดู!” 

 

 

edit @ 8 Jun 2008 15:12:44 by Aries

edit @ 8 Jun 2008 15:14:07 by Aries