2008/Jun/03

ไม่ได้มาอัพบล็อคซะนาน ก็ได้เวลาปัดฝุ่นกันซะเล็กน้อย พร้อมกับเอาของมาขาย (จริงๆ ไม่มีอะไรเลย จุดประสงค์ขายของอย่างเดียว กรั่กๆ)

 ขายวิกสีชมพูของร้านเบลล์ ผมยาว มีสองหัว

1. ยังไม่ได้ใช้ ราคา 480

2. ยังไม่ได้ใช้ แต่เอามาลองแล้ว บางคนอาจจะถือ เลยตัดราคาเทขาย 420

ทั้งสองหัวยังอยู่ในสภาพดี แต่สาเหตุที่ขายเพราะความยาวมันไม่พอดีกับที่เราต้องการ และอีกหัวเข้มเกินไปที่จะเอามาย้อมใหม่ สรุปเลยไม่ได้ใช้ (บ้าเองที่ซื้อสองหัวมาพร้อมกัน เอิกๆ)

 สนใจทิ้งข้อความไว้ได้ทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์หรือที่ the_wing_of_freedom@yahoo.co.th

edit @ 8 Jun 2008 15:08:59 by Aries

2008/May/11

The kings’ heart



Neoaries and Jeserith



ชายแดนแอเรียส-ทริสทอร์


...ทำอะไรก็ได้เหรอ ‘อะไรก็ได้’ นี่มันอะไรล่ะ...


...พูดน่ะมันง่าย แต่ทำจริงมันยาก...


...ลองถ้าสองคิงนั่นพูดว่า ‘ไม่’ คำเดียวก็จบ แล้วเจ้าชายตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปทำอะไรได้...


...กลุ้ม!...



ถ้อยความคิดที่ใครก็มิอาจรู้ ว่าภายใต้หน้ากากยิ้มละไมและท่าทางอันสุดแสนจะมั่นอกมั่นใจเหลือล้นที่เมจิกปรินซ์แห่งเจมิไนแสดงออกต่อหน้าน้องๆ ซึ่งเดินตามหลังมาเป็นพรวนตอนนี้จะซ่อนความกลัดกลุ้มทุกอย่างไว้ในใจ ขณะเดินขึ้นไปบนสันเขาบริเวณที่ชายแดนเวนอล เอเธนส์ แอเรียส และทริสทอร์บรรจบกัน


...กลับไปเจมิไนคราวนี้ เห็นทีต้องทำคะแนนแล้วเป็นกษัตริย์ให้ได้ คอยดู! ให้มันรู้กันไปว่าคิงแห่งเจมิไนจะสู้คิงจากแอเรียสและทริสทอร์ไม่ได้…


...หรือทางที่ดี เราควรเลิกยุ่งเกี่ยวจะเป็นทางออกที่ดีกว่า...



สักพักทั้งขบวนก็มาถึงหอคอยสังเกตการณ์บนภูเขาของเวนอล


จะว่าไปก็ต้องขอบใจไอคิวเกินคนของเจ้าชายขอทานอัจฉริยะที่สั่งให้สร้างหอคอยสังเกตการณ์เป็นรูปตัววาย ปลายด้านล่างสุดอยู่ในเขตเวนอล ปีกด้านซ้ายยื่นเข้าไปในเขตแอเรียส ส่วนปีกด้านขวาสร้างล้ำเข้าไปในเขตทริสทอร์ ทั้งสองด้านมีทหารคอยจับตาดูการกระทำของทั้งสองฝ่ายอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแค่เดินไปจนสุดทางของแต่ละด้านก็พอจะตะโกนพูดกับคนที่อยู่อีกฟากได้


ทว่าแค่อยู่ในเขตเวนอลแล้วมองออกไป เจ้าชายโรเวนก็อึ้งรับประทานจนพาลจะอยากหนีกลับบ้านเอาดื้อๆ


ป้อมปราการฝั่งทริสทอร์สร้างขึ้นเป็นรูปโทรโข่งยักษ์นับสิบตัว แถมทุกตัวยังกำกับมนตร์ขยายเสียงแบบอินฟินิตี้ ส่วนทางด้านแอเรียสก็ไม่น้อยหน้า บนยอดหอคอยนับสิบป้อมที่เรียงรายกันราวกำแพงสูงตระหง่านบนยอดเขาต่างติดตั้งอุปกรณ์การยิงวิสัยไกลขนาดใหญ่ไว้พร้อมเพรียงเตรียมรับมืออีกฝ่าย


ยังไม่ทันที่เมจิกปรินซ์จะคิดทำอะไรต่อไป เวลาแห่งสงครามยามบ่ายก็อุบัติขึ้น เมื่อพระวรกายสูงสง่าของกษัตริย์ลูคัสปรากฎขึ้นด้านหลังโทรโข่งเวทมนตร์ตัวใหญ่ที่สุดแล้วกรอกสุรเสียงลงไปพร้อมรอยยิ้มสนุกสุดๆ


“ลอรี่... ลอรี่... ลอรี่... ลอรี่...”


วินาทีต่อมา กษัตริย์ลอเรนซ์ที่ยืนหน้าหงิกคอยอยู่แล้วบนหอคอยที่อยู่ตรงกลางก็โบกมือให้สัญญาณกองทัพทหารเวททั้งซ้ายและขวาให้ยิงอะไรบางอย่างลักษณะกลมออกไปข้างหน้า กะเล็งทีเดียวให้ตรงกับปราการโทรโข่งที่อยู่ตรงข้ามให้มากที่สุด


พลัน เมื่อยิงขึ้นไปกลางอากาศ เจ้าลูกกลมๆ นั่นก็กลายเป็นมีดสั้นขนาดเล็กส่องประกายแวววาวคมกริบนับพันนับหมื่นเล่มพุ่งตรงไปยังเป้าหมายยังกับติดเรด้าร์นำวิถี


เฟี้ยว~


แต่พอเข้าไปใกล้อีกแค่ไม่ถึงครึ่งเมตรจะถึงหน้าหอคอยทริสทอร์ บาเรียป้องกันที่ผู้ใช้เวทตระกูลซาโดเรียช่วยกันร่ายไว้ก็ทำงานทันทีด้วยการสะท้อนมีดบินส่วนใหญ่ออกไปชนิดคนละทิศละทางจนมีบางเล่มเลยข้ามพรมแดนไปทั้งอย่างนั้น มีเพียงไม่กี่เล่มที่ผ่านทะลุเข้ามาได้ เลยเป็นหน้าที่ของกลุ่มราชองครักษ์ประจำพระองค์ต้องวิ่งวุ่นวายหาอะไรมาป้องกันไว้ท่ามกลางรอยยิ้มสนุกสนานของกษัตริย์แห่งทริสทอร์ที่สามารถยั่วโมโหกษัตริย์อดีตคู่หูได้สำเร็จอีกครั้ง


...ทุกอย่างแทบไม่แตกต่างจากสมัยอยู่ป้อมอัศวิน แถมยังอัพเกรดกลายมาเป็นเรื่องระดับประเทศ...


“เอาไงดีพี่” เสียงถามจากโรที่ยืนอยู่ใกล้สุด เรียกสติที่ล่องลอยของโรเวนกลับมาอีกครั้ง


“อะ...อืม...” เมจิกปรินซ์คนเก่งแอบกลืนน้ำลายเฮือกแล้วขยับเดินไปทางซ้าย


“ลองเจรจากับทางแอเรียสก่อนแล้วกัน”


   

หอคอยฝั่งแอเรียส


พอเดินมาถึงสุดทางปุ๊บโรเวนก็รีบกวาดสายตาหาอดีตเพื่อนร่วมป้อมฯที่เจ้าตัวเลือกสรุปด้วยเหตุผลข้างๆ คูๆ เต็มทีว่าน่าจะเป็นคนที่พูดด้วยง่ายที่สุดในบรรดาคู่หูตัวแอลทั้งสองคน


กษัตริย์ลอเรนซ์ โมนาโรคในชุดฉลองพระองค์สีขาวสะอาดสมกับที่เป็นอดีตนักบวชกำลังยืนมองอุปกรณ์เล่นแร่แปรธาตุทั้งหลายที่วางกองสุมๆ อยู่บนโต๊ะตัวใหญ่ข้างตัวด้วยสีพระพักตร์บึ้งตึงเหมือนทุกครั้งที่เห็น สักพักก็เงยหน้าขึ้นมองอดีตกษัตริย์ริชาร์ดพระบิดาที่กำลังตะโกนลั่นถามบรรดานักเล่นแร่แปรธาตุกับพ่อมดในปกครองถึงผลลัพธ์ของการโจมตีที่เพิ่งผ่านไป   


“ว่าไง เข้าเป้ากี่เปอร์เซ็นต์ หา!”


“อา...” พ่อมดคนที่ถูกถามหน้าแหย “ยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์กระหม่อม”


“ยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์” พ่อมดมหัศจรรย์ทวนคำด้วยความอึ้งนิดๆ ก่อนโวยแหลก “ทำไมมันน้อยนักห๊า...เมื่อสองวันก่อนยังได้ตั้งสี่สิบสี่เปอร์เซนต์ ทำตามสูตรแปรธาตุที่ฉันคำนวณให้ไปถูกรึเปล่า ไม่ได้มั่วแน่นะ”


“เป๊ะๆ เลยพ่ะย่ะค่ะ รับรองได้ แต่ยี่สิบสองเปอร์เซ็นต์คราวนี้มีที่ทะลุผ่านบาร์เรียไปได้ตั้งสองเปอร์เซ็นต์นะฝ่าบาท คราวสี่สิบสี่เปอร์เซ็นต์นั่นไม่มีผ่านบาร์เรียเลยสักนิด”


“เรอะ งั้นก็ค่อยยังชั่วหน่อย” อดีตกษัตริย์ริชาร์ดค่อยยิ้มออก แต่พอหันไปเห็นลูกชายสุดที่รักที่พอรู้ผลก็เมินหน้าไปอีกทางด้วยความหงุดหงิด พ่อที่ดีที่สุดในเอเดนก็รีบแก้ตัวทันที


“ลอเรนซ์...ไม่เป็นไรนะลูก คราวหน้ามันต้องเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ให้ได้ นั่นใครน่ะ....”


“โรเวน?” ลอเรนซ์ที่หันไปมองตามเสียงพระบิดาขมวดคิ้วเมื่อเห็นรุ่นเพื่อนและรุ่นน้องยืนมองมาหน้าสลอนอยู่ทางหอคอยฝั่งเวนอล


“ว่าไง” เมื่อเห็นหน้าคนรู้จัก ลอเรนซ์ก็เดินตรงมาคุยด้วยที่หอคอยที่อยู่ติดกับทางเวนอลมากที่สุด


ยังไม่ทันที่โรเวนจะได้อ้าปากพูดอะไร บรรดาน้องๆ ที่เพิ่งได้ชมการต่อสู้ทางอากาศอันน่าตื่นตาตื่นใจก็ส่งเสียงกันให้แซ่ดยิ่งกว่านกกระจอกแตกรัง


“สุดยอดไปเลยพี่” ครี๊ดชมเปาะด้วยความประทับใจสุดๆ ท่ามกลางสายตาจิกกัดของเจ้าชายแห่งไนล์ที่จ้องมา


“ขอบใจ” ได้ยินเสียงสนับสนุนแบบนี้ ใบหน้าของลอเรนซ์ค่อยหายกระด้างขึ้นบ้าง


“ใช้เวทอะไรถึงทำให้เศษไม้กลายเป็นอาวุธได้” กัสสงสัย


“ไม่รู้สิ ถามพ่อฉันโน่น รายนั้นงกไม่ยอมให้ใช้แร่ของจริง หาว่าเปลือง ใช้ของเหลือแบบนี้จะได้เป็นการกำจัดขยะในแอเรียสไปในตัว”


ว่าแล้วก็ชี้ไปที่อดีตกษัตริย์ริชาร์ดที่กำลังเรียกประชุมพลพรรคนักเล่นแร่แปรธาตุเพื่อวางแผนการโจมตีครั้งใหม่อยู่ที่หอคอยกลาง


“แล้วพี่จะทำแบบนี้ต่อไปถึงเมื่อไหร่ครับ” เอ็ดเวิร์ดถาม


“ไม่รู้สิ จนกว่าเจ้าบ้าลูคัสมันจะหยุดตะโกนเรียกชื่อบ้าๆ บอๆ นั่นมาจากฝั่งโน้นล่ะมั้ง”


“มันยากนะพี่ ยังไงก็ถือซะว่าทำบุญบุญกรวดน้ำแผ่เมตตาอย่าไปสนใจเลยดีกว่า” มาทิลด้าพยายามโน้มน้าวสุดชีวิต แน่นอนล่ะว่าไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมา 


“แล้วถ้ามีดบินเกิดไปโดนใครเค้าเข้าล่ะครับ บาปกรรมแย่” ซีบิลทำหน้าหวาดเสียวด้วยความสยองแทนประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านที่ยังต้องรับกรรมกันต่อไปพลางรู้สึกหัวใจพองโตที่เกิดมาเป็นคนบารามอส


“ไม่ต้องห่วง ถ้าไม่ใช่พวกที่อยู่หลังบาร์เรียนั่น ถึงใครจะโดนมีดบินเวทมนตร์ที่ถูกสะท้อนออกไปปักขั้วหัวใจก็แค่เจ็บๆ คันๆ ไม่ถึงตายหรอก” 


...เหรอ แต่มันจะตกใจตายไปก่อนหน้า ตั้งแต่เห็นมีดบินพุ่งเข้าใส่แล้วน่ะสิ...


“ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่โรเวน” ลอเรนซ์มองอดีตเสธ.ซ้ายแห่งป้อมอัศวินด้วยสายตาจริงจังพลางกวาดสายตาไปยังรุ่นน้องแต่ละคนแล้วถอนใจยาว


“แล้วรู้ด้วยว่าพวกนายมานี่ที่เพื่ออะไร แต่อย่างที่บอกไว้ สงครามบ้าๆ นี่จะหยุดลงก็ต่อเมื่อฉันไม่ได้ยินเสียงเรียกชื่อประสาทๆ นั่นอีก”   




หอคอยฝั่งทริสทอร์


“โรเวน โรรี่ ครี๊ดดี้ ซีบี้ กัสซี่ เอ็ดดี้ มาที่ เอฟี่ ดีใจจังที่ทุกคนมาเยี่ยม อ้อ! รวมคนอื่นที่ฉันไม่เคยเจอด้วยนะ”


พอทั้งกลุ่มเดินมึนตึ้บกันออกมาจากฝั่งแอเรียสที่อยู่ด้านซ้าย ก็ได้ฤกษ์ย้ายมาทางทริสทอร์ที่อยู่ทางฝั่งขวาบ้าง


เมื่อเดินมาสุดทางปุ๊บก็ได้ยินเสียงทักด้วยชื่อประสาทๆ อย่างที่ลอเรนซ์ว่าไว้ทันที เรียกให้ทุกสายตามองตรงไปยังต้นเสียงอย่างไม่ต้องนัดหมายบนป้อมปราการแห่งทริสทอร์


กษัตริย์ลูคัสในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทยืนส่งยิ้มสไตล์ซาตานมาให้อย่างเริงรื่นชื่นบานเต็มพิกัดอยู่หลังโทรโข่งยักษ์ที่พรุนไปด้วยรอยคมมีด แต่ประสิทธิภาพเสียงยังเต็มร้อย


แค่เห็นหน้าเซ็งหลุดโลกของคนนับสิบที่อยู่ตรงหน้า ลูคัสก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วตรงเข้าประเด็นทันที


“ลอรี่ยืนกรานไม่ยอมเลิกขว้างมีด ถ้าฉันไม่ยอมเลิกเรียกชื่อก่อนล่ะสิ”


“แล้วนายจะยอมทำตามที่บอกไหมล่ะ” โรเวนชิงพูดก่อนด้วยน้ำเสียงเนือยๆ เพราะเบื่อกับปัญหาโลกแตกของสองกษัตริย์เต็มที


“ก็อยากอยู่หรอกนะ ฉันรู้ว่ามันทำให้คนอื่นลำบาก” ลูคัสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “แต่...เมื่อก่อนตอนฉันยังเด็ก ชีวิตมันเหงามากเลย เช้าตื่นขึ้นมาก็ต้องฝึกการใช้เวท ค่ำก็หลับไปพร้อมหนังสือเวทที่ยังอ่านไม่จบ วันแต่ละวันผ่านไปมันช่างชักช้า ซ้ำซากและสุดแสนจะน่าเบื่อ จนได้มาอยู่ในโรงเรียนพระราชาเนี่ยแหละ ชีวิตฉันถึงมีสีสันต์ขึ้นเยอะ มีคนให้ยั่วโมโหเล่น มีมีดบินให้คอยหลบ มีเสียงตะโกนด่า มีเรื่องบ้าๆ บอๆ เยอะแยะให้แปลกใจได้ทุกวัน ชีวิตแบบนี้เป็นสิ่งที่ฉันต้องการมาตลอดเลยนายรู้ไหม”


...ช็อค...


...คนที่ได้ยินต่างช็อคค้างไปตามๆ กันกับกุศโลบายการใช้ชีวิตของกษัตริย์ลูคัส...


“ตอนที่ทางทริสทอร์ยังไม่ติดต่อมา ฉันยังนึกในใจเลยว่าถ้าลอรี่กลับแอเรียสเมื่อไหร่ฉันคงแย่เพราะตามเข้าไปป่วนในวังไม่ได้ โชคดีที่บังเอิญได้เป็นกษัตริย์ขึ้นมา แต่ก็ดันมีกฎระเบียบบ้าๆ บอๆ เต็มไปหมด ทำโน่นก็ไม่ได้ ทำนี่ก็ไม่ดี วิธีแก้เหงามันก็เลยเหลืออยู่ทางเดียวนี่ล่ะ แหม...ก็แค่สามเวลาหลังอาหารเอง ทนๆ กันหน่อยแล้วกันนะทุกคน”


เปรี๊ยง!


เหมือนเส้นด้ายตึงๆ ที่ขึงอารมณ์ของทุกคนขาดผึงลง เมื่อได้รับคำตอบแจ่มแจ้ง


ที่แท้ความหมายของวิชาหัวใจกษัตริย์ที่ร่ำเรียนมามันเป็นอย่างนี้ตะหาก


...หัวใจกษัตริย์ของกษัตริย์ลูคัส คือ การคลายเหงายามว่าง


...หัวใจกษัตริย์ของกษัตริย์ลอเรนซ์ คือ การฆ่าได้หยามไม่ได้ แต่...ถ้าจะมองอีกแง่มุมหนึ่ง บางทีกษัตริย์ลอเรนซ์ก็อาจจะเหงาไม่ต่างจากกษัตริย์ลูคัสก็ได้ เลยใช้วิธีคลายเหงาแบบเดียวกัน


...หัวใจกษัตริย์ของ (ว่าที่) กษัตริย์โรเวน น่าจะเป็น การตั้งปณิธานว่าจะเลิกยุ่งกับเรื่องชาวบ้านไม่ว่าในกรณีใดๆ จะได้หายปวดประสาท


...หัวใจกษัตริย์ของ (ว่าที่) จักรพรรดิชาเบรียน คือ หาสารพัดวิธีเพื่อสกัดดาวรุ่งกษัตริย์รุ่นพี่ทั้งหลายไม่ให้เด่นเกินหน้าเกินตาไปมากกว่านี้


...หัวใจกษัตริย์ของ (อดีต) กษัตริย์ริชาร์ด หนีไม่พ้นความสุข สนุกสนานได้ตลอดเวลา ตามประสาคน (มัน) เก่ง


...หัวใจกษัตริย์ของ (อดีต) กษัตริย์วีเมย์ คงเป็นการหาตัวตายตัวแทนไว้ ตัวเองจะได้หมดทุกข์หมดโศกกะเค้าบ้าง


เฮ้อ!


...ลาก่อน ปรากฏการณ์มีดบินที่ต้องทนกันมาตลอดเจ็ดปีในป้อมอัศวิน...


แล้ว


...สวัสดี สงครามโทรโข่งที่ยังมองไม่ออกว่าจะยุติวันไหน...


...ต่อจากนี้ไปก็ตามบุญตามกรรมแล้วกันนะทุกคน หมดปัญญาจะช่วยแล้ว...




...จบ...





















“เดี๋ยวสิพี่ จะจบแบบนี้จริงน่ะ”


เสียงเหล่ารุ่นน้องตะโกนไล่หลังโรเวนที่จู่ๆ ก็ตัดสินใจหันหลังก้าวฉับๆ กลับออกไปด้วยใบหน้านิ่งสงบ


“ฉันก็ช่วยเท่าที่ฉันจะทำได้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับสองกษัตริย์นั่นจะตัดสินใจเถอะ” โรเวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ราบเรียบที่สุด แต่สายตาบ่งชัดแล้วว่าไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องปวดหัวนี้เต็มแก่ ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำอาฆาต พยาบาท และมาดร้ายอันแสนจะดุเดือด


“ใช่ ตอนนี้อาจทำอะไรไม่ได้ แต่อีกไม่นานหรอก รอให้ฉันได้ขึ้นเป็นคิงก่อนเถอะ ตำแหน่งไฮคิงที่ยังว่างอยู่รับรองว่าเสร็จฉันแน่......แล้ววันนั้นกษัตริย์ทั้งเอเดนต้องยอมสยบให้......มหาราชโรเวน คอยดู!” 

 

 

edit @ 8 Jun 2008 15:12:44 by Aries

edit @ 8 Jun 2008 15:14:07 by Aries

2008/Feb/13

The kings’ heart



Neoaries and Jeserith



ชายแดนเวนอล-เอเธนส์


กาลเวลาเลยผ่าน นับจากวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแห่งทริสทอร์ในวันนั้น เวลาก็ล่วงมาเกือบสามเดือนแล้ว


เช้าวันนี้อากาศแจ่มใสเป็นพิเศษ แสงสีทองของดวงตะวันทอประกายอบอุ่นส่งให้ทั่วทั้งผืนฟ้าเป็นสีครามใสกระจ่าง แลเห็นปุยเมฆบางๆ สีขาวแต่งแต้มเป็นรอยจางๆ อยู่เป็นระยะ ต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวอ่อนโบกพลิ้วไปมาตามสายลมที่โชยชายแผ่วเบาพัดเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าจากที่ไกลๆ ให้กระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ เช่นเดียวกับเสียงร้องเพลงเบาๆ ของฝูงนกป่าตัวเล็กๆ ที่โผบินไปมาหาอาหารอยู่อย่างเป็นสุข


บรรยากาศรอบตัวสุดแสนจะงดงามจนร่างสูงโปร่งเจ้าของเส้นผมและนัยน์ตาสีน้ำเงินที่อยู่บนหลังอาชาสีขาวสะอาดต้องเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงใจระคนสงสัย!?


...ว่าแต่ ทำไมเมจิกปรินซ์คนเก่งแห่งเจมิไนถึงตัดสินใจทิ้งงานทิ้งการที่ยังทำค้างอยู่แล้วรีบโดดขึ้นหลังม้ามาเดินโต๋เต๋อยู่แถวนี้ได้


ถ้าไม่ใช่...


...ข่าวสงครามระหว่างแอเรียสและทริสทอร์ที่ลือสะพัดไปทั่วเอเดน...


ดีไม่ดีอาจจะดังข้ามแดนไปถึงเดมอสด้วยก็ได้ เพราะได้ข่าวมาอีกว่าเจ้าหญิงจอมแสบกับมาดัส เดอเบอโรว์ได้ฤกษ์วางแต้มต่อพนันกันแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ โดยมีจ้าวปิศาจเอวิเดสเป็นแหล่งเงินทุนใหญ่


แอเรียส ปะทะ ทริสทอร์


การปะทะที่ใครๆ ต่างไม่คาดคิดว่าจะเกินขึ้นในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้กษัตริย์ทั้งสองแผ่นดินยังเคยเป็นสหายเก่าแก่กันสมัยยังทรงศึกษาอยู่ที่เอดินเบิร์ก


ทว่า การที่ศึกษามาด้วยกันนี่แหละ เลยเป็นที่มาของปัญหา


โรเวนถอนหายใจยาว สายตาไล่มองไปตามผืนดิน ผืนป่าที่แสนเงียบสงบ


...ทุกสิ่งมันช่างน่าแปลกนัก ทั้งที่เหตุการณ์น่าจะผ่านมาอาทิตย์กว่าแล้ว แต่กลับไม่มีการประกาศบุกโจมตี ไม่มีรายงานมูลค่าความเสียหาย หรือแม้แต่จำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายใดๆ ออกมาให้ได้รู้กัน...


อย่างน้อยก็สภาพป่ารอบตัวตอนนี้ที่ไม่มีทีท่าว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไรขึ้น


หรือว่า...


...มันจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ


แม้พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเทือกเขาสูงชันที่ทอดตัวยาวเรียงรายสลับซับซ้อน สองข้างทางก็รกทึบไปด้วยป่าไม้สีเขียวสดที่ขึ้นเบียดเสียดกันหนาแน่น แต่พอเดินทางพ้นเขตป่ามาได้สักระยะก็จะถึงหมู่บ้านชายแดนขนาดใหญ่ที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ตลอดเวลาจะมีพ่อค้าเร่หรือคนเดินทางผ่านไปมาแวะหยุดพักค้างคืนเสมอ ทำให้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความคับคั่ง จอแจไปด้วยผู้คนและเสียงพูดคุย เสียงตะโกนโหวกเหวกที่ติดจะหนวกหูเอาเรื่อง


สภาพอันเป็นปรกติสุขที่เห็นทำเอาเจ้าชายผู้ตั้งใจมาสำรวจสภาพความเป็นไปของการสู้รบเป็นงง


...ไหนล่ะสงคราม การต่อสู้ อาวุธสังหาร คนเจ็บ คนตาย มันหายไปไหนหมด...


...ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง!...


แต่ก่อนที่โรเวนซึ่งหยุดพักมานั่งจิบชายามสาย พลางกินขนมอยู่ในร้านเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางหมู่บ้านอย่างสบายอารมณ์จะลงความเห็นใจว่า ‘สงครามเป็นเพียงข่าวลือ’ แล้ววางแผนหาที่เที่ยวสักวันสองวันเป็นของแถมก่อนกลับเจมิไนอยู่เพลินๆ ก็พลันเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น.


เพียงแค่เสียงระฆังใบใหญ่บนหอสังเกตการณ์ที่อยู่บนยอดเขาดังขึ้นเป็นจังหวะเท่านั้น ชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลายก็พากันหยุดชะงักทุกกิจกรรมที่ทำอยู่ ไม่นานความสับสนอลหม่านก็เกิดขึ้นพร้อมเสียงกรีดร้องโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์เมื่อผู้คนต่างกรูกันกลับเข้าไปในบ้านเรือนของตนราวกับนัดคิวกันไว้ ส่วนคนที่เหลืออยู่ข้างนอกก็มีอันต้องทะเลาะตบตี แย่งชิง ตะเกียกตะกายหาที่ที่ดูจะมั่นคงแข็งแรงที่สุดที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อหลบเอาชีวิตรอด


ในช่วงเวลาไม่ถึงนาทีดีจากหมู่บ้านที่มีคนพลุกพล่านก็เปลี่ยนสภาพไปเป็นสถานที่รกร้างว่างเปล่าได้อย่างน่าประหลาด


...นี่มันอะไรกัน...


“เกิดอะไรขึ้น”


หลังจากยืนหมุนซ้ายหมุนขวาเก้ๆ กังๆ อยู่ครึ่งอึดใจ โรเวนก็ได้คำตอบจนได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อมีอะไรสักอย่างบินหวือมาปักฉึกบนกำแพงข้างๆ ชนิดเฉี่ยวแก้มของเมจิกปรินซ์คนเก่งไปเส้นยาแดงฝ่าสิบหกอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว


เจอเข้าแบบนี้ เมจิกปรินซ์ก็เมจิกปรินซ์เถอะ หัวใจก็ร่วงลงไปอยู่ปลายเท้าได้เหมือนกันล่ะน่า


“พี่โรเว๊น... พี่โรเวน หมอบลงพี่ หมอบลง” เสียงคุ้นๆ ตะโกนลั่นอยู่ตรงไหนสักที่ แต่ตอนนี้โรเวนยังไม่มีเวลาคิดอะไรทั้งนั้นนอกจากทำตามเสียงบอกอย่างเดียวพลางดันเก้าอี้ตัวโตที่ตัวเองใช้นั่งจิบชาอยู่เมื่อครู่มาบังไว้ข้างหน้าอีกที และนี่ก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด เพราะในนาทีต่อมาเจ้าสิ่งนั้นอีกนับร้อยนับพันก็สาดโครมเข้ามาราวห่าฝน ช่วยให้เลือดในตัวเจ้าชายแห่งเจมิไนแข็งเป็นน้ำแข็งได้อีกรอบ


สักชั่วอึดใจใหญ่ๆ ผ่านไปและ ‘สายฝนมรณะ’ ก็เริ่มซาลงแล้ว เสียงเรียกเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง


“เป็นไงมั่งพี่ บาดเจ็บหรือเปล่า”


โรเวนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วตะแคงมองไปตามเสียง ที่แท้ก็เจ้าห้องสมุดเดินได้ โร เซวาเรส นั่นเองที่ยืดหน้าออกมาจากหน้าต่างบ้านหลังเล็กที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห่างออกไปสักยี่สิบเมตรได้


“เข้ามาหลบในนี้ดีกว่า แต่พี่ต้องเข้ามาเองนะ ผมไม่อยากเสี่ยงกับลูกหลงที่อาจจะยังเหลือ” เจ้าห้องสมุดพูดหน้าตายพร้อมรอยยิ้มละไม


นี่คงเป็นยี่สิบเมตรที่ยาวนานและต้องจำไปตลอดชีวิต เมื่อโรเวนตกลงใจพุ่งตัวออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประตูบ้านซึ่งโรเปิดคอยไว้


แน่ล่ะ ว่าต้องอาศัยความไวหลบ ‘ลูกหลง’ นิดๆ หน่อยๆ ตอนวิ่งผ่านพื้นที่โล่งระหว่างถนนบ้าง แต่จากประสบการณ์เจ็ดปีที่เคยเห็นเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้มาตลอดก็ช่วยให้พอเอาตัวรอดได้แม้จะไม่เชี่ยวชาญเท่าต้นตำรับ แต่กว่าจะมาถึงหน้าบ้านได้โดยสวัสดิภาพก็เล่นเอาเหงื่อตก


คนที่อยู่ในบ้าน ไม่ได้มีแค่เจ้าชายขอทานกำมะลอที่ยืนยิ้มแหยๆ อยู่ข้างประตูเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจออีกหลายคนกำลังนั่งสุมหัวเอามือกุมขมับกันอยู่


เจ้าหญิงเอฟิน่าแห่งเอเธนส์ เจ้าชายแห่งไนล์ และผู้แทนองค์กษัตริย์แห่งฟรานซ์ ทั้งสามนั่งหน้าเครียดอยู่บนเก้าอี้นวมรับแขกตัวใหญ่มุมห้อง บนเก้าอี้ไม้ข้างๆ กันเป็นนักรบสุดโจ๋ที่คงจะได้รับมอบหมายให้มาดูแลความปลอดภัยให้เจ้าชายของตัว แต่วันนี้ดู ครี้ด ธันเดอร์ ออกจะหงอยๆ ผิดหูผิดตาชอบกล อีกฟากของห้องเป็นที่นั่งของอดีตเจ้าแม่ประจำป้อมอัศวิน...มาทิลด้า ซิลเวอร์ แห่งอเมซอน ที่ดูท่าทางไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่แต่ยังควบคุมสติไว้ได้ไม่ซัดเอาเจ้าสามนักบวช...ซีบิล สเวน กัส โทนีย่า และเอ็ดเวิร์ด ลอเรนโซ่ที่กลับทำหน้าชื่นยิ้มแฉ่งแข่งกันเล่นไพ่ป๊อกเด้งอยู่ได้โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับเหตุการณ์รอบตัว


“ดีใจที่ได้เจอทุกคน” โรเวนไล่แจกรอยยิ้มตามสไตล์ให้ทุกคนเป็นการทักทายก่อนจะเริ่มเข้าประเด็นทันที “ใครช่วยอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้บ้าง”


“ง่ายๆ เลยพี่ ดูนี่ดิ” ครี้ดเปิดหน้าต่างแล้วเอื้อมมือออกไปทำท่าควานหาอะไรสักอย่างข้างนอก ก่อนจะหดมือกลับมาพร้อมลูกธนูขนาดเล็กที่มีปลายเรียวแหลม


“นี่มัน...” โรเวนอ้าปากค้าง เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาลางๆ “คล้ายๆ มีด....”


“ใช่เลย” โรพยักหน้าหงึกหงักแล้วต่อคำพูดของรุ่นพี่ที่เคารพให้จบประโยค


“มันไม่คล้ายหรอกพี่ แต่มันเป็นมีดบินของพี่ลอเรนซ์ตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ”




เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ในงานฉลองแสดงความยินดีกับกษัตริย์แห่งแอเรียสพระองค์ใหม่ ลอเรนซ์ โมนาโรค เดอะคิง ออฟแอเรียส ที่อดีตกษัตริย์ริชาร์ดพระบิดาใช้เวทมนตร์ป่าวประกาศไปทั่วทั้งเอเดนและเดมอสว่าเป็นกษัตริย์ที่อายุน้อย และหล่อที่สุดในเอเดนตัวจริง นัยว่าเป็นการแก้แค้นและเกทับทางทริสทอร์ที่บังอาจทำให้เจ้าตัวเจ็บใจนักหนาก่อนหน้านี้


...เฮ้อ! สงสัยต้องไปทวงตำแหน่งจากท่านพ่อบ้างซะแล้ว...


เจ้าชายโรเวนแห่งเจมิไนคิดในใจอย่างขำๆ ขณะก้าวเท้าเข้าไปในห้องจัดงานที่ตกแต่งใหม่อย่างหรูเลิศอลังการแบบว่าขนหน้าแข้งอดีตกษัตริย์ริชาร์ดร่วงไปแค่เส้นสองเส้นเท่านั้น แต่พอโผล่หน้าเข้าไปปุ๊บก็เจอหน้าเจ้าห้องสมุดเคลื่อนที่เจ้าเก่าวิ่งถลาเข้ามาหาพลางฉุดกระชากลากถูให้ออกไปด้วยกัน


สุดปลายทางเดินเป็นระเบียงขนาดใหญ่ อดีตคู่หูนักบวชซาตานประจำป้อมอัศวินกำลังยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมใคร


...ตำแหน่งกษัตริย์เท่าเทียมกัน...


...ทรงศักดิ์ ทรงสิทธิ์ และทรงอำนาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน...



ทำเอาคนสองคนที่ยังเป็นแค่เจ้าชายหันมามองหน้ากันอย่างทำใจลำบาก ส่วนความคิดที่จะไปตามอดีตกษัตริย์ริชาร์ดมาห้ามศึกน่ะไม่เคยจะมีอยู่ในหัว เพราะรู้ดีว่าจะยิ่งทำให้เกิดศึกหนักมากขึ้นกว่าเดิม ลงท้าย โรเวนเลยเอามือเคาะผนังเป็นเชิงเบี่ยงเบนความสนใจ


คนที่หันมาก่อนคือกษัตริย์ลอเรนซ์ ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังให้ความสำคัญกับเจ้าชายแห่งเจมิไนผู้เป็นทั้งเพื่อน และอดีตเสนาธิการฝ่ายซ้ายที่มีอำนาจควบคุมดูแลผู้คุมกฎทั้งสี่เสมอ


“โรเวน ดีใจที่มา”


“ขอแสดงความยินดีด้วย” โรเวนยิ้มพลางลอบถอนใจโล่งอก


แต่...เรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้น


“ดีใจที่มา” กษัตริย์ลูคัสทวนคำด้วยท่าทางสุดแสนจะน้อยพระทัย “ทีตอนฉันมาไม่เห็นพูดแบบนี้เลย”


“ฉันเป็นคนเชิญโรเวนมาเอง แต่ทางทริสทอร์น่ะไปถามอดีตคิงริชาร์ดที่เป็นคนเชิญดีกว่า ว่าดีใจมั้ย”


“ใจร้ายจริง พูดแบบนี้ฉันเสียใจนะ ลอรี่


เฟี้ยว~ ฉึก!


พระแสงดาบขนาดจิ๋วในพระหัตถ์กษัตริย์องค์ใหม่แห่งแอเรียสสะบัดรวดเร็วเหมือนรอจังหวะอยู่นาน แน่ล่ะว่ากษัตริย์อีกพระองค์ก็หลบได้เชี่ยวชาญไม่ต่างจากที่เคย


“หยุดเรียกฉันด้วยชื่องี่เง่านั่น ถ้ายังไม่อยากตาย วันนี้ฉันจะไม่ทนต่อไปแล้ว”


“พี่โรเวน” โรเข้ามากระซิบกระซาบ “ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์แห่งแอเรียสกับข้อหาจงใจทำร้ายกษัตริย์แห่งทริสทอร์นี่ อะไรโทษหนักว่ากันน่ะ”


“เจ๊า” โรเวนเอ่ยพลางส่ายหัวไปมาอย่างอ่อนใจ “ปล่อยไว้งี้แหละ เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า” 


ว่าแล้วสองเจ้าชายก็เดินจากมาง่ายๆ


จากนั้นอีกไม่นาน ข่าวการทำสงครามระหว่างแอเรียสกับทริสทอร์ก็เกิดขึ้นและแพร่กระจายไปทั่วเอเดนอย่างรวดเร็ว


...ลอเรนซ์ ลูคัส...


...จริงๆ เลย ถ้าตอนนี้ยังเป็นเสธ.ซ้ายอยู่ล่ะก็จะเรียกตัวมาชำระความซะให้เข็ด...



“เซ็ง” โรเวนหมายความตามที่พูดจริงๆ เมื่อรู้สาเหตุที่มาของสงครามบ้าๆ บอๆ นี่พลางถามต่อ “แล้วแต่ละวันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”


“ไม่มีอะไรมากค่ะ” มาทิลด้าเอ่ยแทนโรที่ยื่นหน้าเสี่ยงตายออกไปดูสถานการณ์ภายนอก “แค่หลังเวลาอาหารสามมื้อพี่ลูคัสจะมาตะโกนเรียกชื่อต้องห้ามของพี่ลอเรนซ์จากฝั่งทริสทอร์ พอพี่ลอเรนซ์ได้ยินเข้าก็จะปามีดบินออกมาจากชายแดนแอเรียสอย่างเมื่อกี้ที่พี่เห็นนั่นล่ะ แต่ตรงนี้อยู่หลังสันเขาเลยไม่ได้ยินเสียงพี่ลูคัส ถึงต้องมีการสั่นระฆังเตือนแทน”


...เสียงล้อจากกษัตริย์ขี้เล่นแห่งทริสทอร์ กับ มีดบินของกษัตริย์จอมหงุดหงิดแห่งแอเรียส...


...ให้มันได้อย่างนี้สิ ที่แท้เจ้าสองคนนั่นยอมรับตำแหน่งคิงเพราะเหตุผลนี้เองเรอะ...



ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกละเหี่ยใจ อยากจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก ได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียไม่ได้ พลางไล่สายตามองรุ่นน้องทั้งหลาย


“สรุปว่า ที่ทุกคนมารวมตัวที่นี่ก็เพราะ โดน ‘ลูกหลง’ อย่างที่เคยโดนสมัยอยู่ป้อมอัศวินสินะ”


“ใช่” เจ้าหญิงเอฟิน่าแห่งเอเธนส์ที่รู้กิตติศัพท์ของพวกป้อมอัศวินดีตอบเสียงกระชาก


“ทางแอเรียสต้องการให้มีดบินพุ่งเข้าไปในเขตแดนของทริสทอร์ แต่บางส่วนกลับมาตกในไนล์” เจ้าชายจากไนล์อธิบาย


“ไม่ใช่แค่ไนล์ที่เดียวนะเจ้าชาย ฟรานซ์ เอเธนส์ อเมซอน เวนอล ก็ด้วย” ผู้แทนพระองค์จากฟรานซ์โอดครวญ ในใจยังรู้สึกสยดสยองไม่หายที่ต้องเสี่ยงตายฝ่าฝูงมีดบิน ‘ลูกหลง’ ที่ส่งตรงมาจากแอเรียส


“บารามอสกับกิลดิเรกก็เหมือนกันรึ” โรเวนขมวดคิ้วหันไปถามพวก ‘ไม่ใช่คนแถวนี้’ อย่างซีบิล กัสและเอ็ดเวิร์ด เพราะรู้สึกว่ารัศมีมีดบินมันจะกระจายวงกว้างเกินความจริงไปหน่อย


“เปล่าครับ” นักบวชแห่งบารามอสทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมตอบกลับไปอย่างสุภาพ “ผมได้รับคำสั่งจากเจ้าหญิงเฟลิโอน่าให้มาสืบข่าวว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบยังไงแล้วส่งข่าวกลับไป เพื่อทางโน้นจะได้วางเงินพนันได้ถูก โดยท่านเอวิเดสสัญญาว่าจะมอบห้าเปอร์เซ็นของรายได้ทั้งหมดช่วยสมทบทุนซ่อมแซมมหาวิหารแห่งบารามอสครับ”


...เอากะเขาสิ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หน้าตาเฉย นิสัยแบบนี้มันคล้ายใครล่ะเนี่ย...


“แล้วนายสองคน...” โรเวนหันมาถามสองนักบวชจากกิลดิเรกบ้างด้วยน้ำเสียงเพลียๆ


“เบื่อ...” คนพูดน้อยตอบง่ายๆ


“อยู่บ้านไม่มีอะไรทำน่ะครับ เลยมาที่นี่เผื่อมีอะไรตื่นเต้นบ้าง” เอ็ดเวิร์ดยิ้มกว้างขณะตอบเหมือนจะช่วยขยายความคำพูดสหายนักบวชข้างๆ ที่หลายคนยังติดใจว่าเป็นนักบวชของเทียมหรือเจ้าชายของแท้กันแน่


คำตอบอันสุดแสนจะจริงใจจริงๆ ของสามนักบวชบ้านไกลเล่นเอาคนทั้งบ้านหันขวับกลับมาจ้องด้วยสายตาอยากจะกินเลือดกินเนื้อเต็มแก่ แต่แล้วก็สะบัดหน้าพรืดกันไปคนละทางด้วยความปลงในโชคชะตาที่ดันดลบันดาลให้สองคู่หูนักบวชซาตานแห่งป้อมอัศวินขึ้นเป็นกษัตริย์


...หากตอนนั้นขอตำแหน่งคืนคงดี...


ถ้อยความคิดที่ตอกย้ำอดีตขอทานให้ช้ำใจกับความผิดพลาดที่แสนใหญ่หลวงในชีวิต


“แล้ว...” โรเวนเริ่มคิดหาตัวช่วยอย่างเคย แม้มันจะไม่เคยเจอเลยมาตั้งแต่สมัยเรียน “อดีตคิงริชาร์ดไม่ว่าอะไรเลยหรือไง”


“นั่นน่ะตัวร้ายเลย” โรทำหน้ายุ่ง “อดีตคิงริชาร์ดนั่นแหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีคอยสนับสนุนพี่ลอเรนซ์ทุกอย่าง ไม่เชื่อดูนี่”


จากลูกธนูสีเงินที่ครี้ดเก็บรวบรวมมาเมื่อครู่ ตอนนี้กลายสภาพเป็นแค่เศษใบไม้ กิ่งไม้กองอยู่บนโต๊ะ


...ต้องเป็นฝีมือตาอดีตคิงพ่อมดสุดแสบนั่นแน่ๆ อย่างลอเรนซ์ไม่ทำอะไรแบบนี้หรอก...


“แล้วอดีตคิงวีเมย์....” โรเวนยังพยายามหาตัวช่วยตัวต่อไป


“พอมอบตำแหน่งกษัตริย์ให้พี่ลูคัสได้ ท่านทวดวีเมย์ก็ละเรื่องทางโลก ออกไปแสวงหาความสงบอยู่ที่วิหารนักบวชหญิงเป็นการถาวรแล้วครับ อำนาจสั่งการทั้งหมดเลยอยู่ในมือพี่ลูคัสแบบเต็มๆ แล้วคงไปตามญาติๆ สายตระกูลซาโดเรียมาเป็นผู้ช่วย”


...กรรม กำไม่ต้องแบ...


ศึกสองพ่อลูกมหัศจรรย์ ปะทะ ก๊กผู้วิเศษจากทริสทอร์.


...บ้านอื่น เมืองอื่นเขาเลยเดือดร้อนกันทั่วหน้า (แต่งานนี้รู้สึกว่าเจมิไนรอดตัว)...


...แต่ว่า มันก็สนุกดีแฮะ...


...ในโลกนี้คงหาเรื่องบ้าๆ บอๆ แบบนี้ได้ยาก



“เพราะงั้น พี่ครับ”


“เพราะงั้น พี่คะ”


เสียงประสานจากน้องๆ ร่วมป้อมและร่วมโรงเรียนดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เรียกให้โรเวนที่กำลังคิดอะไรอยู่เงียบๆ เพลินๆ สะดุ้งเฮือก


“อะไร...” เจ้าชายแห่งเจมิไนเบือนหน้าไปทางเหล่ารุ่นน้องอย่าหวาดๆ แม้สีหน้าที่แสดงให้เห็นดูนิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสยอง สมองคาดเดาล่วงหน้าถึงชะตากรรมที่ต้องประสบไปเกินร้อยละร้อยแล้วว่ามันต้องมีเรื่องปวดหัวอะไรตามมาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเสียงที่ดังยืนยันมาราวกับคำพิพากษา


“ช่วยทำอะไรสักอย่างสิ อะไรก็ได้ที่ทำให้พี่ลอเรนซ์กับพี่ลูคัสเลิกเล่นอะไรไร้สาระแบบนี้ซะ”

edit @ 8 Jun 2008 15:13:17 by Aries